Category Archives: ฟุตบอล

“คริส สมอลลิ่ง” จากอะไหล่สำรองเมืองผู้ดี สู่มาตรฐานพรีเมี่ยมแดนมักกะโรนี

คงไม่มีใครคาดคิดว่านักเตะที่เคยถูกยี้จากแฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่าง “คริส สมอลลิ่ง” จะเฉิดฉายเป็นปราการหลังพันธุ์แกร่งหลังจากถูกยืมตัวไปเล่นให้กับโรม่า ในสังเวียนกัลโช่ เซเรียอา จากนักเตะส่วนเกินกลายเป็นกำลังหลักช่วยให้กับทีมหมาป่ากรุงโรมก้าวขึ้นไปรั้งอันดับ 3 บนตารางคะแนนอยู่ในขณะนี้

สมอลลิ่งถูกดึงตัวมาร่วมทีมปีศาจแดงในยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยถูกคาดหวังให้เป็นตัวตายตัวแทนของริโอ เฟอร์ดินานด์ในอนาคต ซึ่งปราการหลังทีมชาติอังกฤษเปิดเผยว่าในตอนแรกเขาตั้งใจจะย้ายไปอาร์เซน่อล เพื่อโอกาสในการลงสนามที่มากกว่า แต่เมื่อฟูแล่มตอบรับข้อเสนอจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และได้มีโอกาสพูดคุยกับว่าที่เจ้านายใหม่ เขาจึงตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมทีมปีศาจแดงในที่สุด สมอลลิ่งถูกส่งลงสนามเพื่อทดแทนปราการหลังตัวจริงอย่างริโอ เฟอร์ดินานด์ และเนมานย่า วิดิชในยามบาดเจ็บอยู่เสมอ แต่ก็ไม่อาจโชว์ฟอร์มดีอย่างที่ถูกคาดหวังเอาไว้และก้าวขึ้นมาทดแทนปราการหลังรุ่นพี่ที่เริ่มโรยราได้เลย จนกระทั้งเซอร์อเล็กซ์ประกาศวางมือในปี 2013

แม้ในยามที่เฟอร์ดินานด์และวิดิชอำลาทีมไปในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล ปราการหลังทีมชาติอังกฤษก็ยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในแผงหลังปีศาจแดงได้ จนทีมต้องเสริมทัพในตำแหน่งเดียวกันด้วยมาร์กอส โรโฮ และดาลี่ย์ บลินด์ รวมไปถึงเอริค ไบญี่ และวิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ในยุคของโชเซ่ มูรินโญ่ ก่อนที่จะต้องทุ่มเงินเป็นสถิติโลกกับแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในยุคของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา

สมอลลิ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเล่นที่ผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะการทำเข้าประตูตัวเอง ถึงขนาดถูกตั้งฉายาจากแฟนบอลให้เป็นโค้ชผู้รักษาประตู เมื่อทำให้ดาบิด เด เคอา ต้องออกแรงเซฟประตูสำคัญแทบทุกนัด จนผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนก้าวขึ้นไปเป็นนายทวารเบอร์ต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน แม้จะมีฟอร์มที่ดีในฤดูกาล 2017-18 ซึ่งช่วยให้ปีศาจแดงเสียประตูในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 28 ประตู อันเป็นส่วนสำคัญช่วยให้ทีมจบในอับดับรองแชมป์ แต่ในฤดูกาลถัดมาก็กลับมาคืนฟอร์มอีกครั้ง เมื่อเสียไปถึง 54 ประตูในลีก แถมยังทำเข้าประตูตัวเองไปอีก 1 ลูก จนกระทั้งแม็กไกวร์ถูกดึงตัวมาด้วยมูลค่ามหาศาล สมอลลิ่งจึงเลือกย้ายไปเล่นให้กับโรม่าด้วยสัญญายืมตัวทั้งฤดูกาลในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ ทั้งที่เพิ่งขยายสัญญาออกไปจนถึงปี 2022 ได้ไม่นาน

แต่แล้วกัลโช่ เซเรียอา กลับเปลี่ยนสมอลลิ่งให้เป็นคนละคน เมื่อการลงสนามเป็นตัวจริงตลอด 7 เกมให้โรม่า เซ็นเตอร์แบ็กทีมชาติอังกฤษเก็บคลีนชีตไปได้ถึง 3 นัด มีสถิติการเข้าปะทะชนะคู่แข่ง 100% แถมยังยิงได้ 1 ประตูในเกมที่พบกับอูดิเนเซ่ นอกจากนั้นยังไม่มีนักเตะคนไหนเลี้ยงผ่านเขาไปได้เลยแม้แต่คนเดียว โดยสถิติทั้งหมดเหนือกว่าทั้งมัทไธจ์ส เดอ ลิกต์ และคาลิดู คูลิบาลี่ สองปราการหลังชื่อดังประจำลีกอิตาลี

ด้วยฟอร์มอันน่าประทับใจของสมอลลิ่งนี่เอง ทำให้มีข่าวว่าโรม่ากำลังเดินเรื่องซื้อขาดจากปีศาจแดงในราคา 18 ล้านยูโร ซึ่งหากเป็นจริงน่าจะช่วยให้อนาคตของเขามั่นคงขึ้น ยิ่งหากทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องในลีกอิตาลี ก็จะส่งผลดีต่อการกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งด้วย

เดรดิตภาพ: https://d3vlf99qeg6bpx.cloudfront.net/content/uploads/2019/10/25170542/Chris-Smalling-Roma-TEAMtalk.jpg

“แทมมี่ อับราฮัม” ผู้ล้างอาถรรพ์หมายเลข 9 ของเครื่องแบบเชลซี

ตำแหน่งหมายเลข 9 ในวงการฟุตบอลจะหมายถึงศูนย์หน้าตัวเป้าประจำทีม จนเมื่อฟุตบอลก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจจึงได้มีการกำหนดหมายเลขเสื้อประจำตัวให้นักเตะแต่ละคน ซึ่งเสื้อหมายเลข 9 ก็ยังถูกสงวนไว้ให้กับผู้เล่นในตำแหน่งศูนย์หน้าอยู่ เราจึงมักเห็นเจ้าของเสื้อหมายเลข 9 เป็นดาวซัลโวประจำทีมกันเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็มักจะเป็นนักเตะคนสำคัญประจำทีมเสมอ ยกเว้นทีมเชลซี ยักษ์ใหญ่แห่งกรุงลอนดอน ที่ต้องประสบอาถรรพ์หมายเลข 9 มานานหลายสิบปี

นับตั้งแต่จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ เจ้าของเสื้อหมายเลข 9 ยุคมิลเลนเนียล ได้โบกมืออำลาจากเชลซีไปเมื่อปี 2004 ซึ่งเขาถือเป็นศูนย์หน้าที่ทำประตูได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการยิงไกล ฟรีคิก รวมไปถึงการโหม่ง หลังจากนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าใครจะเลือกใส่เครื่องแบบหมายเลข 9 ก็มักจะประสบความล้มเหลวในถิ่นเดอะ บริดจ์ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ “มาเตย่า เคซมัน” ดาวซัลโวสูงสุดของลีกดัตช์ 2 สมัยซ้อน ที่ทำได้เพียง 7 ประตู จากการลงสนาม 41 นัด จนถูกขายทอดตลาดในปีถัดมา ตามมาด้วย “เฮอร์นัน เครสโป” ที่กลับมาจากการยืมตัวไปเล่นให้กับอินเตอร์ มิลาน ก็เลือกใช้เบอร์อาถรรพ์ที่ว่างอยู่ทันที โดยยิงประตูได้เพียง 13 ประตู จาก 42 นัด ทำให้เขาถูกปล่อยยืมตัวอีกครั้งจนกระทั้งหมดสัญญา หลังจากนั้นก็เป็นนักเตะในตำแหน่งอื่นที่หยิบเอาเลขต้องคำสาปไปใช้ต่อ ได้แก่ “คาลิด บูลาห์รูซ” กองหลังชาวดัตช์ และ “สตีฟ ซิดเวลล์” มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมเครื่องแบบสิงโตน้ำเงินครามแค่เพียงปีเดียวก็ต้องระเห็จออกจากทีมไป ก่อนที่บอร์ 9 จะกลับไปสู่ตำแหน่งกองหน้าอีกครั้งโดย “ฟรังโก้ ดิ ซานโต้” ดาวรุ่งชาวอาร์เจนติน่ารับไปครอบครอง แต่เจ้าของฉายานิวมาราโดน่ากลับทำไม่ได้สักประตูตลอดระยะเวลาปีครึ่ง จนถูกปล่อยยืมตัวและโดนจำหน่ายออกจากทีมไปในที่สุด

ในทศวรรษถัดมาคำสาปหมายเลข 9 ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อศูนย์หน้าชื่อดังหลายคนทยอยกันเอาชื่อมาทิ้งที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ “เฟร์นันโด ตอร์เรส” ศูนย์หน้าจอมถล่มประตูของลิเวอร์พูลที่ต้องทุ่มเงินด้วยสถิติค่าตัวแพงที่สุดบนเกาะอังกฤษเพื่อแลกมา แต่ตลอด 3 ฤดูกาลครึ่งดาวยิงทีมชาติสเปนกลับทำได้เพียง 45 ประตู จาก 172 นัด แถมยังมีสถิติยิงประตูไม่ได้ 24 นัดติดต่อกันอีกด้วย เหมือนเขาจะลืมคู่มือการสังหารประตูไว้ที่แอนฟิลด์เสียอย่างนั้น ต่อจากนั้นก็เป็น “ราดาเมล ฟัลเกา” ศูนย์หน้าทีมชาติโคลัมเบีย เจ้าของฉายาเอลติเกร ซึ่งแปลว่าเสือโคร่งที่กลายเป็นเสือสิ้นลายในถ้ำสิงห์ เมื่อยิงได้เพียง 1 ประตู จาก 12 นัดทุกรายการ ตามติดมาด้วย “อัลบาโร่ โมราต้า” ที่ฟอร์มร้อนแรงในช่วงเริ่มต้น ยิงไปถึง 8 ประตูจาก 11 นัดแรก แต่หลังจากนั้นก็ยิงได้เพียงกะปริดกะปรอย รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น 24 ประตู จาก 72 เกม จนต้องขอย้ายไปสวมหมายเลข 29 แทน ซึ่งก็ไม่อาจช่วยแก้ชงได้และถูกปล่อยยืมออกจากทีมไปอีกคน จนกระทั้ง “กอนซาโล่ อิกวาอิน” ถูกยืมตัวมาแก้วิกฤตการจบสกอร์ของทีมในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2017-18 แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้มากนักเมื่อทำไปได้เพียง 5 ประตู และถูกส่งกลับต้นสังกัดไปเมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง

แต่ตอนนี้เหมือนคำสาปหมายเลข 9 จะถูกล้างอาถรรพ์ไปเรียบร้อยแล้วด้วยนักเตะวัย 21 ปีอย่าง “แทมมี่ อับราฮัม” ศูนย์หน้าที่ก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนของเชลซีเอง หลังจากออกไปเก็บประสบการณ์ด้วยสัญญายืมตัวมาหลายปี กองหน้าชาวอังกฤษก็ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่เต็มตัวในฤดูกาลนี้ โดยยิงไปแล้ว 10 ประตู จาก 16 นัดทุกรายการ แถมยังเป็นนักเตะอายุน้อยสุดของเชลซีที่สามารถทำแฮตทริกได้ในศึกพรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติ 21 ปี กับอีก 347 วัน นอกจากนั้นยังเป็นนักเตะอายุต่ำกว่า 22 ปีคนแรกของเชลซีที่สามารถยิงประตูได้ 3 นัดติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนฤดูกาลใหม่จะเริ่มต้นเขายังถูกมองว่าเป็นแค่นักเตะระดับแชมเปี้ยนชิพเท่านั้น

ก่อนเริ่มฤดูกาล แฟรงค์ แลมพาร์ดได้ตัดสินใจมอบหมายเลข 9 ให้กับเขา แม้จะรู้ถึงอาถรรพ์ของหมายเลขนี้ดี แต่อับราฮัมก็เลือกที่จะรับมันไว้อย่างไม่ลังเลและลงสนามด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ จนกระทั้งสามารถยิงประตูล้างคำสาปได้ในที่สุด นับเป็นกลับมาอีกครั้งของนักเตะจอมถล่มประตูหมายเลข 9 ของเชลซีในรอบเกือบ 20 ปีเลยทีเดียว แม้แต่จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ยังออกปากชมพร้อมกับฟันธงว่าศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษจะผลิตสกอร์ในฤดูกาลนี้ได้มากกว่า 20 ประตูอย่างแน่นอน

เดรดิตภาพ: https://media.squawka.com/images/en/2019/08/31171337/tammy-abraham-chelsea-sheffield-united-2019-940×530.jpg

เลสเตอร์ ซิตี้ กลับมาทวงตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว

หลังจากเลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมบังเหียนของเคลาดิโอ รานิเอรี่ หักปากกาเซียนผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองอย่างยิ่งใหญ่เมื่อฤดูกาล 2015-16 ทั้งที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้เพียงแค่ 2 ปี ทีมจิ้งจอกสยามก็ฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหาย กลายเป็นทีมกลางตารางมาตลอด 3 ฤดูกาลหลัง จนต้องเปลี่ยนกุนซือกลางสนามรบไปถึง 2 คน ก่อนที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะเข้ามารับช่วงต่อและสามารถพาเลสเตอร์ ซิตี้ทะยานขึ้นสู่หัวตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน

ร็อดเจอร์ส ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมว่าต้องการเห็นลูกทีมมีความทุ่มเท และทัศนคติเชิงบวก โดยต้องการสร้างทีมที่เล่มเกมบุกอย่างดุดัน ทั้งตอนที่เป็นฝ่ายครองบอลและไม่มีบอล ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกแสดงออกมาบนสนามในยามที่นักเตะจิ้งจอกลงทำการแข่งขัน โดยนักเตะทุกคนเล่นกันอย่างมีวินัยในเกมรับ และช่วยกันสร้างสรรค์เกมในยามเป็นฝ่ายรุก จนสามารถรั้งตำแหน่งอันดับ 3 ด้วยผลงาน 23 คะแนนจากการลงสนาม 11 นัดแรก

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทีมจิ้งจอกกระโจนได้สูงอยู่ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นการกลับมาเป็นเพชฌฆาตถล่มประตูอีกครั้งของเจมี่ วาร์ดี้ ศูนย์หน้าตัวความหวังของทีมที่ยิงไปแล้ว 10 ประตู นำเดียวเป็นดาวซัลโวประจำพรีเมียร์ลีก โดยสามารถยิงแฮตทริกได้ในเกมถล่มเซาแธมป์ตัน 9-0 ซึ่งถือเป็นสถิติชัยชนะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกร่วมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เอาชนะอิปสวิชได้ด้วยสกอร์เดียวกันเมื่อปี 1995 แถมเกมนั้นอโยเซ่ เปเรซ ยังเป็นนักเตะอีกคนที่ทำแฮตทริกได้ นับเป็นครั้งที่สองของพรีเมียร์ลีกที่นักเตะ 2 คนจากทีมเดียวกันสามารถยิงแฮตทริกได้ในเกมเดียวกัน ต่อจากเจอร์เมน เพนแนนท์ และโรแบร์ ปิแรส ที่ช่วยกันยิงให้อาร์เซน่อลเอาชนะเซาแธมป์ตันไปได้ 6-1 ในปี 2003

นอกจากความยอดเยี่ยมในเกมบุกแล้ว เกมรับที่แข็งแกร่งก็มีส่วนช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาล โดยเสียไปเพียง 8 ประตู น้อยกว่าคู่แข่งร่วมลีกทุกทีม ทั้งที่ก่อนเปิดฤดูกาลทีมต้องเสียปราการหลังคนสำคัญอย่างแฮร์รี่ แม็คไกวร์ไปให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่คักลาร์ โซยุนคู ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทนได้อย่างไร้ที่ติ และจับคู่กับจอนนี่ อีแวนส์ได้อย่างลงตัว

แม้ในตอนแรกเป้าหมายของเลสเตอร์ ซิตี้จะต้องการแค่จบในอันดับท็อปโฟร์ เพื่อกลับไปเล่นในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเท่านั้น แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ดีรวมไปถึงนักเตะที่ลงตัวในทุกตำแหน่ง ทำให้ทีมจิ้งจอกก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทีมท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเบรนแดน ร็อดเจอร์สที่ได้รับโอกาสให้แก้มืออีกครั้ง หลังจากไม่อาจพาลิเวอร์พูลเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาล 2013-14 ทั้งที่ลูกทีมของเขายิงคู่แข่งได้เกิน 100 ประตู โดยตามหลังจ่าฝูงอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้เพียง 2 คะแนนท่านั้น

เดรดิตภาพ: https://ichef.bbci.co.uk/onesport/cps/624/cpsprodpb/46A9/production/_109298081_gettyimages-1182075871.jpg

เลฟ ยาชิน ผู้รักษาประตูคนแรกและคนเดียวที่เป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์

นับตั้งแต่ “ฟร้องซ์ ฟุตบอล” นิตยสารฟุตบอลชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส จัดให้มีการมอบรางวัลบัลลงดอร์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1956 นักฟุตบอลชื่อดังมายมากที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรปได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเป็นเจ้าของรางวัลลูกบอลทองคำนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นนักเตะตัวรุกที่ได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลไปครอง นานทีปีหนนักเตะในแนวรับถึงจะชนะใจกรรมการได้สักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งมีเพียงคนเดียวที่ได้ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของบัลลงดอร์ เขาคือ “เลฟ ยาชิน” ผู้รักษาประตูของสหภาพโซเวียต ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดตลอดกาลของวงการฟุตบอล

เลฟ ยาชิน เลือกเล่นให้กับดินาโม มอสโก เพียงทีมเดียวตลอด 20 ปี เขาช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกโซเวียตได้ถึง 5 สมัย และแชมป์บอลถ้วยอีก 3 ครั้ง โดยลงสนามไปทั้งสิ้น 326 เกม สามารถเก็บคลีนชีตได้ทั้งหมด 270 นัดตลอดชีวิตค้าแข้ง นอกจากนั้นยังเซฟจุดโทษไปถึง 155 ครั้ง มากกว่าผู้รักษาประตูทุกคนในโลก จนได้รับฉายาจากแฟนบอลว่า “แมงมุมดำ” อันมีที่มาจากชุดสีดำที่เขาชอบสวมใส่ลงสนามบวกกับการป้องกันประตูที่ยอดเยี่ยมประหนึ่งแมงมุมที่มี 8 แขน

ในการรับใช้ทีมชาติ ยาชินลงเล่นให้สหภาพโซเวียตทั้งสิ้น 74 เกม โดยสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกในปี 1956 ที่ประเทศออสเตรเลีย ตามด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1960 ณ กรุงปารีส แถมยังพาทีมชาติโซเวียตทะลุถึงรอบ 8 ทีมในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 1962 จนคว้ารางวัลบัลลงดอร์ไปครองในปี 1963 ทั้งที่ไม่ใช่นักเตะจากทีมที่คว้าแชมป์ยุโรปทั้ง 2 ใบ น่าเสียดายที่เขาไม่อาจพาสหภาพโซเวียตไปถึงตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกได้ แม้จะพาทีมผ่านเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 4 ปีติดต่อกัน โดยทำดีที่สุดด้วยการคว้าอันดับที่ 4 ในปี 1966

ยาชิน เป็นผู้รักษาประตูที่มีสไตล์การเล่นที่ผาดโผน มีปฏิกิริยาที่ว่องไว ทำให้เขาออกมาตัดบอลจากลูกกลางอากาศได้อยู่เสมอ แถมยังชอบตะโกนสั่งการกองหลังตลอดทั้งเกม ถึงขนาดที่กอร์ดอน แบ็งค์ ตำนานผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกยังออกปากยกย่องให้เป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะยุคสมัยใด

นอกจากจะมีฝีไม้ลายมืออันเลื่องลือแล้ว ยาชินยังขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์ จากการลงเล่นให้ดินาโม มอสโก ทีมเดียวตลอดทั้ง 20 ปี แถมยังไม่เคยเรียกร้องขอเงินจากสโมสรแม้จะได้เงินเดือนเพียงน้อยนิดตามแบบฉบับของชาติคอมมิวนิสต์ จนกลายเป็นที่รักของแฟนบอลโซเวียตทั้งประเทศ แม้แต่ฟีฟ่าเองก็ยังให้การยอมรับ ถึงขนาดเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดแมตช์เกียรติยศส่งท้ายอาชีพนักเตะเมื่อปี 1971 ก่อนจะตั้งรางวัล “เลฟ ยาชิน อวอร์ด” ในปี 1994 โดยมอบให้ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ยาชิน หลังจากที่เขาจากโลกนี้ไปในปี 1990 ด้วยวัย 60 ปี

แม้จะผ่านมากว่า 50 ปี แต่ก็ยังไม่มีผู้รักษาประตูคนไหนถูกเลือกให้รับรางวัลบัลลงดอร์อีกเลย ใกล้เคียงที่สุดก็เห็นจะเป็นจิอันลุยจิ บุฟฟอน ผู้รักษาประตูทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์โลก 2006 ที่คว้าได้เพียงอันดับสอง และดูท่าแล้วเลฟ ยาชิน น่าจะครองสถิตินี้ไปอีกหลายสิบปี

เดรดิตภาพ: https://cdni.rbth.com/rbthmedia/images/2018.03/article/5ab907b185600a6d9c368b9a.jpg

“คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ชายผู้อุทิศตนเพื่อการฝึกซ้อม

แม้จะอายุจะเกือบ 35 ปีแล้ว แต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยังคงมีสภาพร่างกายที่ฟิตไม่ต่างจากนักเตะวัยหนุ่ม จนสามารถลงเล่นให้ต้นสังกัดอย่างยูเวนตุสได้ตลอด 90 นาทีเต็มในทุกเกม แถมยังทำผลงานในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ผลิตสกอร์ให้ทีมม้าลายไปแล้ว 6 ประตู จากการลงเล่น 12 นัดทุกรายการ โดยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์นี้เป็นผลมาจากการจากฝึกซ้อมอย่างหนักและการใส่ใจดูแลร่างกายอย่างดีในทุก ๆ วัน จนได้รับการชื่นชมจากคนใกล้ชิดอยู่เป็นประจำ

คาร์ลอส เตเบซ อดีตเพื่อนร่วมทีมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งคนที่ยืนยันถึงการทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมของโรนัลโด้ โดยเล่าว่าโรนัลโด้จะมาถึงโรงยิมเป็นคนแรกเสมอ แม้สโมสรจะนัดซ้อมตอน 9 โมง แต่ไม่ว่าเตเบสจะมาถึงโรงยิมตอน 8 โมง หรือ 7 โมง ก็จะเห็นโรนัลโด้อยู่ที่นั้นทุกครั้ง จนครั้งหนึ่งศูนย์หน้าชาวอาร์เจนไตน์ต้องการรู้ว่าโรนัลโด้มาซ้อมกี่โมงกันแน่ จึงรีบไปถึงโรงยิมตั้งแต่ 6 โมง แต่กลับพบว่าดาวยิงโปรตุเกสก็มาถึงก่อนเขาอีกแล้ว

ในหัวของโรนัลโด้มีแต่เรื่องการฝึกซ้อมและการดูแลตัวเอง ไม่เว้นแม้แต่ยามพักผ่อนอยู่กับบ้าน แพทริค เอฟร่า อดีตเพื่อนร่วมทีมอีกคนที่แมนเชสเตอร์ ยูไนต็ด รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ดี ครั้งหนึ่งแบ็กซ้ายทีมชาติฝรั่งเศสตอบรับคำชวนไปทานอาหารที่บ้านโรนัลโด้ เมื่อไปถึงสิ่งที่เขาพบบนโต๊ะอาหารกลับเป็นอาหารสุขภาพอย่างสลัดผักและเนื้อไก่แห้ง ๆ แทนที่จะเป็นสเต็กอย่างที่หวัง นอกจากนั้นยังเสิร์ฟเพียงน้ำเปล่า ไม่มีแม้แต่น้ำผลไม้ แถมเมื่อทานเสร็จเจ้าบ้านก็เอาลูกบอลมาโชว์ทักษะ ก่อนจะลากไปสระว่ายน้ำ ไปซาวด์หน้า และแช่อ่างจากุซซี่ ราวกลับว่าพรุ่งนี้ทั้งคู่จะลงสนามแข่งขัน จนเอฟร่าต้องเตือนทุกคนเมื่อถูกชวนไปที่บ้านโรนัลโด้ พร้อมกับบอกด้วยว่าซุเปอร์สตาร์โปรตุเกสไม่ใช่คน แต่เป็นเครื่องจักรที่ไม่มีวันหยุดพัก

เอฟร่ายังเสริมอีกว่าโรนัลโด้เป็นพวกต้องการชัยชนะตลอดเวลา โดยยกเหตุการณ์เมื่อครั้งที่โรนัลโด้แข่งตีปิงปองแพ้ให้กับริโอ เฟอร์ดินานด์ สร้างความหัวเสียให้กับโรนัลโด้อย่างมาก รุ่งขึ้นเขาสั่งซื้อโต๊ะปิงปองมาไว้ที่บ้านทันที หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ก็ไม่มีใครเอาชนะโรนัลโด้ได้อีกเลย

ถึงจะฝึกซ้อมอย่างหนักแต่โรนัลโด้ก็ไม่ลืมรักษาสภาพร่างกายให้ผ่อนคลาย โดยเขาชอบดื่มชากับน้ำผึ้ง และอาบน้ำร้อนประมาณ 20 นาทีในคืนก่อนการแข่งขัน รวมถึงการทำวารีบำบัดหลังการฝึกซ้อมและการแข่งขันอันหนักหน่วงด้วย ถึงขนาดที่ โจวานนี่ เมารี โค้ชฟิตเนสของเรอัล มาดริด ยังทึ่งกับความทุ่มเทของโรนัลโด้ โดยเล่าว่า แม้การแข่งขันจะจบดึกขนาดไหน โรนัลโด้จะเป็นคนเดียวที่ยังไม่ยอมกลับบ้าน โดยเลือกที่จะอยู่ที่ศูนย์ฝึกเพื่อทำการบำบัดสภาพร่างกายเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของเขาฟื้นตัวได้ดีหลังเกมการแข่งขัน

ทั้งหมดทั้งมวลจึงไม่น่าแปลกใจที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ โดยคว้าแชมป์ไปถึง 31 รายการ ได้รับรางวัลส่วนตัวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบัลลงดอร์ 5 สมัย, ผู้เล่นยอดเยี่ยมทุกลีกที่ลงทำการแข่งขัน และมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของฟีฟ่า 13 สมัยติดต่อกัน ซึ่งเกียรติยศต่าง ๆ คงไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่ เมื่อเขายังคงแสวงหาชัยชนะอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เพื่อการเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์

เดรดิตภาพ: https://i.dailymail.co.uk/i/newpix/2018/08/01/23/4EBFCBFC00000578-6017165-image-a-38_1533161172719.jpg

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กับการสร้างสถิติมากมายในปี 2019

แม้จะย้ายมาร่วมทีมอาร์เซน่อลยังไม่ครบ 2 ปี แต่ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ก็สถาปนาตัวเองเป็นดาวยิงประจำทีมปืนใหญ่ไปเรียบร้อย โดยเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขายิงในเกมลีกคนเดียวถึง 22 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกร่วมกับซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ แถมยังได้ชื่อว่ากองหน้าที่ยิงประตูคมที่สุดของพรีเมียร์ลีก ด้วยสถิติการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูมากที่สุดถึง 26.20% แม้ต้องจ่ายค่าตัวสูงเป็นประวัติศาสตร์สโมสรในเวลานั้นถึง 55 ล้านปอนด์ แต่ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างมากสำหรับอาร์เซน่อล

ในฤดูกาล 2019-20 นี้ โอบาเมยองถูกส่งลงสนามทุกรายการ 13 นัด แต่ยิงไปแล้วถึง 9 ประตู แบ่งเป็นเกมยูโรป้าลีก 1 ประตู และอีก 8 ประตูเกิดขึ้นในศึกพรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะประตูชัยเหนือนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในนัดเปิดฤดูกาล นอกจากจะเป็นประตูที่ 33 ในพรีเมียร์ลีกแล้ว ยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่ยิงได้มากที่สุดจากการลงสนาม 50 นัดแรกของพรีเมียร์ลีก เอาชนะศูนย์หน้ารุ่นพี่อย่างเธียร์รี่ อองรี ที่ทำสถิติไว้ 30 ประตู จาก 50 นัดแรก

นอกจากนั้นในเกมที่พบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โอบาเมยองยิงตีเสมอช่วยให้ทีมปืนโตแบ่งแต้มกลับออกมาจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดได้สำเร็จ ทำให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกของอาร์เซน่อลที่ยิง 7 ประตู ในพรีเมียร์ลีก 7 เกมแรก นับตั้งแต่ที่เดนนิส เบิร์กแคมป์ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติฮอลแลนด์ทำสถิตินี้ไว้เมื่อซีซั่น 1997-98

โอบาเมยองทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเดือนกันยายน ลงเล่น 4 นัด ยิง 5 ประตู จนคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนไปครอง นับเป็นการรับรางวัลนี้เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยได้รับมาแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2018 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะรายที่ 5 ของอาร์เซน่อล ที่ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนมากกว่า 1 ครั้ง ต่อจากเดนนิส เบิร์กแคมป์, เธียร์รี่ อองรี, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และเชส ฟาเบรกัส

แม้จะไม่สามารถทำประตูได้ตลอดทั้ง 3 นัดในเดือนตุลาตม แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนศูนย์หน้าทีมชาติกาบองก็กลับมายิงประตูได้ทันทีในเกมที่เสมอกับวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอส์ 1-1 ซึ่งเขาสวมปอกแขนลงสนามในฐานะกัปตันทีมเต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยประตูขึ้นนำในนัดนี้นับเป็นประตูที่ 50 ของเขาในเครื่องแบบอาร์เซน่อล ส่งให้เขากลายเป็นนักเตะที่ยิงให้ทีมปืนใหญ่ครบ 50 ลูกเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 78 นัด เหนือกว่าอดีตศูนย์หน้าระดับตำนานสโมสรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเธียร์รี่ อองรี ที่ใช้เวลา 104 นัด, เดนนิส เบิร์กแคมป์ 112 นัด และโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ 146 นัด

ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงอย่างต่อเนื่องของโอบาเมยอง ทำให้เขามีลุ้นทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของอาร์เซน่อล ที่เธียร์รี่ อองรี หยุดสถิติเอาไว้ที่ 288 ประตูได้ในเวลาไม่กี่ปี หากเขาไม่ย้ายทีมไปเสียก่อน โดยมีข่าวว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังจ้องตาเป็นมันอยู่ จนแฟนปืนใหญ่ได้แต่หวังว่าจะไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนเมื่อคราวโรบิน ฟาน เพอร์ซี่อีกครั้ง

เดรดิตภาพ: https://zimbabwevoice.com/wp-content/uploads/2019/11/Aubameyang-1-644×405.jpg

ซาดิโอ มาเน่ นักสู้ผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้

ฤดูกาลนี้ ซาดิโอ มาเน่ ทำประตูให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 10 ลูก กับอีก 5 แอสซิสต์ จาก 16 เกม นับเป็นฟอร์มอันร้อนแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้วที่เขาสามารถคว้ารางวัลรองเท้าทองคำจากการยิงประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก 22 ประตู ร่วมกับโมฮาเหม็ด ซาลาห์ เพื่อนร่วมทีมหงส์แดง และปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ดาวยิงจากซุ้มปืนใหญ่ ช่วยให้ลิเวอร์พูลครองตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในขณะนี้ แถมยังทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งแย่งแชมป์ทีมสำคัญถึง 6 คะแนน แต่ก่อนที่มาเน่จะกลายมาเป็นสุดยอดดาวยิงอย่างทุกวันนี้ ปีกทีมชาติเซเนกัลต้องเผชิญความยากลำบากและต่อสู้อย่างหนักมาตั้งแต่วัยเด็ก

มาเน่เกิดในครอบครัวที่ยากจน ต้องอดมื้อกินมื้อและไม่มีแม้แต่เงินจะเรียนหนังสือ ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงมีแต่การเล่นฟุตบอลข้างถนนเพียงอย่างเดียว จนกระทั้งในปี 2002 ทีมชาติเซเนกัลได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในศึกฟุตบอลโลก และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจและเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง โดยมีเอล-ฮัดจิ ดิยุฟ เป็นนักเตะไอดอล เขาจึงผูกพันกับพรีเมียร์ลีกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มาเน่ได้รับเงินสนับสนุนจากลุงและคนในชุมชนเพื่อเดินทางเข้าร่วมการทดสอบฝีเท้ากับทีมอคาเดมี่ชื่อดังของประเทศ แม้จะมีเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ และรองเท้าขาด ๆ แต่เมื่อลงสนามเขาก็แสดงความสามารถให้ทุกคนได้ประจักษ์จนถูกเลือกเข้าสู่ทีม มาเน่ลงเล่นให้ทีมเจเนเรชั่น ฟุตไปกว่า 90 นัด ยิงไปถึง 131 ประตู จนฟอร์มไปเข้าตาแมวมองชาวฝรั่งเศส และพาเด็กหนุ่มชาวเซเนกัลในวัย 19 ปีข้ามทวีปมาเริ่มต้นอาชีพนักเตะอย่างเป็นทางการกับเม็ตซ์ ในลีกเอิง นับเป็นจุดเริ่มต้นเดียวกับนักเตะชื่อดังของพรีเมียร์ลีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นหลุยส์ ซาฮา, โรแบร์ ปิแรส และเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ จนปีต่อมาเขาก็ย้ายไปร่วมทีมเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในลีกออสเตรีย ก่อนจะย้ายมาโลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่างที่เคยฝันเอาไว้กับเซาแธมป์ตัน และลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

นอกจากจะเป็นคนสู้ชีวิตนอกสนามแล้ว ในสนามมาเน่ยังเป็นนักเตะประเภทสู้ไม่ถอยจนนาทีสุดท้ายอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีกกับแอสตัน วิลล่า มาเน่เป็นคนโหม่งประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มสำคัญได้สำเร็จ นับเป็นครั้งที่ 3 ในปี 2019 ที่เขาสามารถทำประตูได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ มากกว่านักเตะทุกคนที่เล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก

แม้จะมีผลงานที่ยอดเยี่ยมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทั้งแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกกับลิเวอร์พูล และพาทีมชาติเซเนกัลเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึกแอฟริกาคัพ ออฟ เนชั่นส์ แต่มาเน่กลับไม่ได้รับรางวัลส่วนตัวรายการใดเลย ไม่มีชื่อเป็นสามคนสุดท้ายที่ลุ้นรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของฟีฟ่า รวมทั้งไม่มีชื่อติดทีมยอมเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าอีกด้วย แต่นั้นก็ไม่ทำให้มาเน่ละทิ้งความพยายาม โดยมองว่าการพลาดรางวัลต่าง ๆ กลับทำให้เขาต้องยิ่งทุ่มเทพัฒนาฝีเท้าตัวเองให้มากกว่าเดิม

เดรดิตภาพ: https://premierleague-static-files.s3.amazonaws.com/premierleague/photo/2019/02/15/2889b035-c456-43fd-8571-44260ec15e88/mane-2.jpg

ศึกแดงเดือด มหากาพย์ที่ไม่มีสิ้นสุดบนเกาะอังกฤษ

หากจะถามแฟนบอลชาวไทยว่าชื่นชอบทีมฟุตบอลต่างประเทศไหนทีมมากที่สุด แน่นอนว่าหนีไม้พ้นชื่อของ 2 ทีมยอดนิยมนั่นคือ หงส์แดง ลิเวอร์พูล และปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ด้วยทีมหนึ่งถือครองความยิ่งใหญ่ในยุค 80 -90 อย่างลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งทีมผู้มาทีหลังแต่ดังกล่าวอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งยุคที่สร้างความเกรียงไกรบนโลกลูกหนังสุด ๆ ก็คือช่วงขาลงของพลพรรคหงส์แดงนั่นเอง

ทีเอ็งข้าไม่ว่า…ทีข้าเอ็งอย่าโวย การขับเคี่ยวระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่

เมื่อใดก็ตามที่ทั้ง 2 ทีมโคจรมาพบกัน เมื่อนั้นจะเรียกขานแมตช์หยุดโลกนี้ว่าศึกแดงเดือด หรือ Red War ในทันที หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องเป็นสองทีมนี้ เพราะหากจะว่าไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีอริร่วมเมืองที่พวกเขาขนานนามว่าเพื่อบ้านน่ารำคาญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้แต่ลิเวอร์พูลก็มีเอฟเวอร์ตันที่เป็นคู่แค้นร่วมถิ่นเมอร์ซีไซด์เช่นกัน หากแต่องศาความเดือดของการแข่งขันกลับเทียบไม่ได้เมื่อทีมที่มีสีสัญลักษณ์เป็นสีแดงทั้ง 2 ทีมต้องมาเจอกันเอง

หากไม่นับเรื่องราวเก่าก่อนครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่าซึ่งชาวแมนเชสเตอร์จำเป็นต้องใช้เป็นทางผ่านเพื่อส่งออกสินค้าจนเกิดเหตุบาดหมางกันอยู่เป็นทุน สิ่งที่ทำให้ศึกแดงเดือดร้อนแรงดังเช่นทุกวันนี้คงไม่พ้นเรื่องของความสำเร็จของสโมสรที่ต่างขับเคี่ยวกันเป็นที่หนึ่งของเกาะอังกฤษมาโดยตลอด การไล่บี้เก็บแต้มในลีกไม่มีสโมสรใดที่จะมาท้าชิงความยิ่งใหญ่จากทั้งคู่ได้เลย ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ในปี 1963-1964 ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ดนั้นได้แชมป์ในปีต่อมา และสลับสับเปลี่ยนกันไปปีต่อปี นั่นคือจุดเริ่มต้นของศึกแย่งชิงความเป็นทีมอันดับหนึ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับประเทศอังกฤษ และมันได้ถูกฝังไว้ในกระแสเลือดของทั้งผู้จัดการทีม นักเตะ และแฟนบอล ทุกยุคสมัยเสมอมา

หงส์ก็ดี  ผีก็ได้ วัฏจักรในโลกฟุตบอลที่มีขึ้นก็ต้องมีลง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล ต่างได้แชมป์ต่าง ๆ มาประดับตู้โชว์ของสโมสรมากมาย โดยทางฝั่งผีแดงนั้นสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีไปครองได้มากที่สุดถึง 20 ครั้ง มากกว่าฝั่งหงส์แดงอยู่ 2 สมัย และที่สำคัญตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจากดิวิชัน 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลยังไม่เคยสัมผัสกับคำว่าแชมป์เลย แต่สำหรับถ้วยใบใหญ่ของยุโรปนั้น หงส์แดงก็ถือครองความยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ มากถึง 5 ครั้งด้วยกัน ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้เพียง 3 ครั้ง  

เรื่องของกีฬาฟุตบอลจึงเป็นเรื่องของวัฏจักรที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา เมื่อมองย้อนไปในช่วงรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลที่ถูกขนานนามว่าเครื่องจักรสีแดงไล่ถล่มคู่แข่งในทุกรายการคว้าโทรฟีมาครองมากมาย ใครเลยจะคิดว่าใน 30 ปีต่อมาพวกเค้ากลับไม่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เลย หรือแม้กระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคเฟอร์กูสันที่ไร้เทียมทานจนสามารถพุ่งแซงหน้าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกได้มากครั้งที่สุด ก็เกิดสะดุดแบบหาทิศทางไปต่อไม่เจอเมื่อเฟอร์กูสันปลดระวาง และทิศทางลมก็ดูเหมือนจะพัดกลับไปหาแฟนบอลหงส์แดงให้ได้กระชุ่มกระชวยอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นจริงเสมอ คือ เมื่อถึงจุดสูงสุดก็ย่อมมีวันที่ต้องก้าวลงมาจากจุดนั้น แฟนบอลจำเป็นต้องเข้าใจวัฏจักรนี้ ดังนั้น จงเสพความสุขเมื่อทีมประสบความสำเร็จ และแชร์ความทุกข์เมื่อทีมไปไม่ถึงฝั่งพร้อมเป็นกำลังใจเพื่อผลักดันทีมให้เดินกลับไปยังจุดสูงสุดอีกครั้ง

โรแบร์โต ฟิร์เมียโน่ บราซิเลี่ยนคนแรกที่ซัด 50 ตุงในศึกพรีเมียร์ลีก

ชัยชนะของลิเวอร์พูลเหนือเบิร์นลีย์ 3-0 ไม่เพียงแค่ส่งให้ทีมหงส์แดงนำเดี่ยวเป็นจ่าฝูงต่อไปอีกสัปดาห์ แต่ประตูของ โรแบร์โต ฟิร์เมียโน่ ในเกมนี้ยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะบราซิลคนแรก ที่ทำได้ถึง 50 ประตูในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการลงเล่นไปทั้งสิ้น 141 นัด

                ฟิเมียร์โน่ ย้ายจากฮอฟเฟนไฮม์ มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2015 ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ แพงที่สุดเป็นอันดับสองของของสโมสร โดยถูกเจอร์เกน คล็อปป์ผู้จัดการทีมคนใหม่ในเวลานั้นวางตัวให้เป็นศูนย์หน้าตัวเป้าของทีม เพียงปีแรกศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลสามารถทำได้ถึง 10 ประตูเป็นดาวซัลโวของทีมในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่หงส์แดงจะดึงตัวซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ มาร่วมประสานงานในแดนหน้า ซึ่งทั้งสามคนช่วยกันผลิตประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนกระทั้งฟิร์เมียโน่สามารถยิงคู่แข่งได้ถึง 50 ประตู เหนือรุ่นพี่ชาวบราซิลคนอื่นที่ฝากผลงานไว้บนเวทีพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้

                แม้นักเตะบราซิเลี่ยนจะสร้างชื่อในลีกชั้นนำของยุโรปมาแล้วหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้ ที่เริ่มต้นได้ดีกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในลีกดัชต์ โรนัลดินโญ่ เปิดตัวอย่างไฉไลกับปารีแซ็ง-แฌร์แม็งที่ฝรั่งเศส ส่วนกาก้า ก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เอซี มิลาน ที่อิตาลี ก่อนที่ทั้งสามคนจะก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกในศึกลาลีกา สเปน แต่สำหรับเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษแล้ว VWIN กล้ายืนยันเลยว่าที่นี่กลับเป็นของแสลงสำหรับนักเตะบราซิลเสียอย่างนั้น เพราะตลอด 27 ปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกให้การต้อนรับนักเตะต่างชาติมากหน้าหลายตาในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะนักเตะชาวบราซิล ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนักเตะที่มีเทคนิคอันแพรวพราวตามสไตล์แซมบ้า แต่กลับไม่มีใครสร้างชื่อขึ้นมาบนเกาะอังกฤษได้เลยสักคน

จูนินโญ่ คือบราซิเลี่ยนคนแรก ๆ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในแบบฉบับนักเตะอเมริกาใต้ในศึกพรีเมียร์ลีก เขายิงประตูสำคัญให้กับมิดเดิลสโบรห์ได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถลากเลื้อยฝ่าแนวรับคู่แข่งคนแล้วคนเล่า แถมยังจ่ายบอลให้เพื่อนได้อย่างแม่นยำ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจช่วยให้ทีมสิงห์แดงรอดพ้นจากการตกชั้นในปี 1997 และต้องย้ายไปสเปนเพื่อโอกาสในการติดทีมชาติบราซิลไปลุยศึกบอลโลก โดยทำประตูในพรีเมียร์ลีกไปได้ 27 ประตู

โรบินโญ่ ดาวรุ่งแห่งวงการฟุตบอลในขณะนั้นเป็นอีกคนที่ถูกคาดหมายว่าจะประสบความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคมหาเศรษฐีชาวอาหรับ แม้ศูนย์หน้าร่างเล็กก็ยิงไปถึง 14 ประตูในฤดูกาลแรก แต่ด้วยพฤติกรรมนอกสนามและอาการบาดเจ็บ ทำให้เข้าถูกปล่อยออกจากทีมไปอย่างรวดเร็วในปีต่อมา

ในปัจจุบันนอกจากฟิร์เมียโน่แล้ว ยังมีศูนย์หน้าชาวบราซิลที่ค้าแข้งในอังกฤษอีกหลายคน ทั้งกาเบรียล เชซุส กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้, วิลเลี่ยน กับเชลซี, ลูคัส มูล่า กับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และริชาร์ลิสัน กับเอฟเวอร์ตัน นี่อาจเป็นเวลาที่อังกฤษจะได้โอกาสสร้างศูนย์หน้าระดับโลกชาวบราซิลประดับวงการฟุตบอลกับเขาบ้าง