All posts by Virgil Herrera

เยอรมันซันเดย์ (Little Thoughts) : ฉายแนวคิดและความเป็นไปของโลกผ่านหนังสือ

หนังสือเรื่องเยอรมันซันเดย์ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเรื่องด้วยการตั้งคำถามให้ผู้อ่านฉุกคิดตั้งแต่หน้าปก ด้วยคำถามที่ว่า “…ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก? ทำไมจีนจึงกลับหลังหันเพื่อเผชิญหน้า ? ทำไมอินเดียเป็นยิ่งกว่าประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่สุด ? ทำไมออสเตรเลียเชียร์มวยรองบ่อน ? และ ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก ? ทำไมเยอรมันจึงทำน้อยได้มาก ? ทำไมอังกฤษชอบก้าวนำหน้าชาวบ้านอยู่เรื่อย ? ทำไมอเมริกาไม่เคยตื่นจากฝัน ? ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นคำถามที่ไม่ใช่แค่คำถาม แต่เป็นเหมือนการเปิดทางเพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านอยากเข้าไปสัมผัสกับคำตอบในหนังสือเล่มนี้

Little Thoughts” ความน่าสนใจที่แฝงอยู่ในคำถาม

                จริงๆแล้วถ้าจะพูดถึงความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คงอดที่จะพูดถึงความแปลกของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ ตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ตั้งว่าเยอรมัน แต่จริงๆแล้วผู้เขียนไม่ได้ต้องการพูดถึงแค่เยอรมัน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการพาผู้อ่านท่องเที่ยวไปกับแนวความคิด ไปทำความรู้จักทั้ง 7 ประเทศ ซึ่งทั้ง 7 ประเทศนี้ล้วนแต่มีเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนที่แปลก และแตกต่างออกไป ทั้งเรื่องของแนวคิด ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม หรือการปลูกฝังอะไรบางอย่าง รวมถึงอุปนิสัยของคนแต่ละประเทศ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของประเทศนั้นๆ โดยผู้เขียนใช้คำถามเป็นตัวเปิดทางเพื่อดึงผู้อ่านเข้าไปค้นหาความเป็นไปของแต่ละประเทศ และสัมผัสกับแนวความคิดที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น “เยอรมัน” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการผลิตสินค้าคุณภาพสูง เน้นหลักการ “ทำน้อย แต่ได้มาก”  คือในเวลางานจะตั้งใจทำงานมาก และหลังเลิกงานพวกเขาจะรีบกลับบ้านไปทำกิจกรรมกับครอบครัว และแบ่งเวลาบางส่วนทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ส่วนประเทศจีน ก็มีการยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า “จงกล้าที่จะฝัน ทำงานหนักเพื่อเติมเต็มฝันนั้น และร่วมสร้างจีนใหม่” ซึ่งนั่นก็เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อให้คนหนุ่มสาวร่วมกันพัฒนาชาติจีน  และประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลายอย่างอเมริกา ที่ชาวอเมริกันยึดถือและสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือ ความเชื่อ ในสิ่งที่คิดว่า “เป็นไปไม่ได้” โดยทำให้ “เป็นไปได้” และเมื่อมีความเชื่อพวกเขาก็ต่อสู้ทุกวิถีทางอย่างบ้าคลั่งเพื่อที่จะทำให้พวกเขาชนะ

“เยอรมันซันเดย์” ท่องโลกและซึมซับแนวคิดผ่านตัวอักษร

                นอกจากความน่าสนใจจากการใช้คำถามเพื่อดึงดูดผู้อ่านให้ค่อยๆ เดินทางผ่านตัวอักษรเพื่อไปทำความรู้จักกับประเทศทั้ง 7 ที่มีแนวคิดหลากหลายไม่ซ้ำกัน ความน่าสนใจหนึ่งก็คือ ในหนังสือเรื่องนี้ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดของผู้เขียนเอง ผสมผสานกับการนำเสนอแนวคิดของคนแต่ละประเทศ มันจึงเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ผู้อ่านยังจะสามารถเข้าใจได้จากการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เป็นวิชาการมากนัก แต่เน้นการนำเสนอความคิดอย่างสนุกสาน การนำอัตลักษณ์ของคนแต่ละประเทศที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่ก็ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ โดยผู้เขียนถ่ายทอดมุมมองนั้นๆได้อย่างน่าสนใจ ไม่จำเจ ซึ่งบางทีการอ่านหนังสือเล่มนี้อาจทำให้เราฉุกคิดถึงความเป็นไปของประเทศเรา ว่าจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเดินตามรูปแบบของใครเลย แต่โจทย์ใหญ่ของเราคือเราต้องรู้ตัวเราก่อนว่าอัตลักษณ์หรือจุดเด่นที่แท้จริงของเราคืออะไร และพยายามสร้างสรรค์และพัฒนาจุดนั้นให้สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

“ม้าก้านกล้วย”  หนังสือที่จะทำให้คุณหวนนึกถึงรากเหง้าและความเป็นตัวตน

                                ม้าก้านกล้วย เป็นบทกวีนิพนธ์ของ ไพวรินทร์  ขาวงาม นักเขียน “เลือดอีสาน” ที่มีความรักและตระหนักในความเป็นตัวตนและมีจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากว่าไพวรินทร์ เกิดในครอบครัวชาวนาจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งชีวิตของเขาก็คล้ายกับชีวิตของเด็กชนบททั่วไป เขาได้เรียนรู้และซึมซับวิถีชีวิตของ “ลูกอีสาน” ดังนั้นชีวิตของไพวรินทร์ จึงผูกพันกับท้องทุ่งนา อาหารพื้นบ้านอีสาน ความสนุกสนาน ความมีน้ำใจไมตรีของผู้คน จึงเป็นเหตุผลที่เขารักและหวงแหนในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองอย่างมาก และสิ่งที่สะท้อนตัวตนและความคิดของเขามากที่สุดก็คือ งานเขียนที่ได้รังสรรค์ขึ้น นั่นก็คือเรื่อง ม้าก้านกล้วย

ควบม้าก้านกล้วยเพื่อเดินทาง  “สวนกลับ”  ในยุคโลกาภิวัตน์

ในช่วงเวลาที่ไพวรินทร์ได้แต่งเรื่องนี้ขึ้น ตรงกับช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลกำลังเร่งพัฒนาประเทศทั้งด้านอุตสาหกรรม การเกษตรแบบเน้นการส่งออกมากกว่าการผลิตเพื่อยังชีพ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน และเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป จากยุคอดีตสู่ยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงก็ได้ทำให้หลายๆสิ่งหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงตาม ยกตัวอย่างเช่น รัฐมีความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ชุมชนขนาดเล็กให้เป็นชุมชนเมืองที่ทันสมัย เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่ในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ จากพื้นที่ป่า ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ก็แปรสภาพเป็นพื้นที่เมือง มีตึกสูง มีโรงงานขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ทางสังคมของคนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน และสิ่งที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือเกิดภาวะการอพยพแรงงานอีสานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งในช่วงนี้คนอีสานได้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองอย่างต่อเนื่องและหนาแน่น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้าไปหางานทำ และมักจะประกอบอาชีพรับจ้าง หรือที่เรียกว่า “ขายแรงงาน”  และในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไพวรินทร์  ขาวงาม ก็ได้เขียนบทกวีนิพนธ์ เรื่องม้าก้านกล้วยขึ้น ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก

เรียนรู้โลกและชีวิตผ่านโลกทัศน์ของ “ม้าก้านกล้วย”

หากเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณก็จะพบว่า กำลังอ่านแง่มุมทางความคิดของกวีเกี่ยวกับชีวิต ความฝัน และการใช้ชีวิตบนโลกและสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ดังจะเห็นว่ากวี ใช้คำว่า “นกขมิ้น” เป็นสัญลักษณ์แทนผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ ร่อนเร่ ไร้ที่พักพิงถาวร และใช้คำว่า “น้ำตา” แทนความเจ็บปวด ความเศร้า ความเสียใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผ่านชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสุดท้ายแล้วชีวิตเมื่อมีการเริ่มต้นก็ย่อมมีการดับสลาย ดังนั้นในมุมมองทางความคิดของกวีการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข ความทุกข์สุดท้ายก็ต้องมีการเกิดดับ เหมือนตะวันออก และตะวันตก เคลื่อนผ่านไปเช่นนี้ และวนอยู่เช่นนี้ตามวัฏจักรของชีวิตดังนั้นการเรียนรู้ธรรมชาติและสัจธรรมของชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตและดำรงตนให้ตั้งอยู่ด้วยความเป็นกลาง วางเฉย และสงบ

หนังสือกวีนิพนธ์เรื่อง คำหยาด : ภาพสะท้อนมุมมองทางความคิดในบริบททางสังคมของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์

“คำหยาด เป็นผลงานกวีนิพนธ์ของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในกวีไทยที่มีชื่อเสียง และมีผลงานเป็นที่น่าจดจำมากมายหลายเรื่อง และอยู่ในวงการนักเขียนมาเป็นระยะเวลาหลายปี กวีผู้นี้จึงมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนในด้าน บทกวีนิพนธ์ ซึ่ง เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอ พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และโดยพื้นฐานครอบครัวนั้นนับว่าเนาวรัตน์ได้รับการปลูกฝัง บ่มเพาะและขัดเกลาทั้งด้านความประพฤติและด้านจิตวิญญาณ เนื่องจากว่าครอบครัวของเนาวรัตน์ ต่างมีความชื่อชอบและหลงรักในงานเขียน และในบ้านทั้งพ่อและแม่ก็มักจะเก็บงานเขียนเอาไว้มากมาย อีกทั้งยังรักการอ่านเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังรักในเสียงเพลงเสียงดนตรีไทยอย่างมาก ทำให้เนาวรัตน์ได้ซึมซับและซาบซึ้งกับวิถีชีวิตของกวีมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เมื่อเติบโตขึ้นจึงมีความสนใจทางด้านอักษรศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งกาพย์ แต่งกลอนต่างๆ และผลงานซึ่งเป็นรวมบทกวีนิพนธ์เล่มแรกของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ก็คือเรื่อง คำหยาด

“คำหยาด” บทกวีแห่งความรัก ความฝัน และอุดมการณ์ทางการเมือง

เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ได้รังสรรค์บทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาดขึ้นในช่วงที่ยังเป็นหนุ่มหรือเป็นช่วงวัยรุ่น และช่วงเวลานี้เองก็ตรงกับระยะเวลาที่สังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านค่านิยม และการพัฒนาด้านต่างๆไปสู่ความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการเรียกร้องทางสิทธิและเสรีภาพของวัยรุ่นก็มีมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้นยังเกิดค่านิยมตะวันตกที่ได้หลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างมาก ซึ่งตามแนวคิดพื้นที่และเวลานั้นจะพบว่าในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือในช่วงที่กวีมีชีวิตและประสบการณ์ในรูปแบบหนึ่งๆ กวีก็มักจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดผ่านภาษา และมีการใช้สัญลักษณ์ทางภาษาออกมา ซึ่งแง่มุมทางความคิดเหล่านั้นจึงมีความน่าสนใจอย่างมากที่จะนำมาศึกษาวิเคราะห์โดยจะพบว่าในระยะเวลาดังกล่าวกวีอยู่ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น วัยแรกเริ่ม และวัยที่มีความคิดความใฝ่ฝันอันแรงกล้าและเรื่องราวในช่วงเวลานั้นที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของกวีมากที่สุดคือเรื่องความรัก และในเรื่องคำหยาดก็จะสะท้อนให้เห็นแง่มุมทางความคิดของกวีที่มีวิวัฒนาการมีการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องความรัก ไปสู่เรื่องความฝันการแสวงหา และไปสู่อุดมการณ์ทางการเมือง และกระทั่งนำไปสู่ความคิดเกี่ยวกับสัจธรรมชีวิต การพยายามทำความเข้าในชีวิตและโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านการใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์และการสร้างความหมายในบทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาดที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมทางความคิดของกวีได้อย่างเด่นชัด

“คำหยาด คำหยอด” : การถ่ายทอดความคิดผ่านภาษา ปลุกไฟฝันให้คนรุ่นใหม่

จะเห็นได้ว่าบทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาด ของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมทางความคิดของกวี และนอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางความคิด และการเติบโตของความคิดของกวี ตั้งแต่ด้านความรัก ความฝัน การเมืองและอุดมการณ์รักชาติรักสถาบันมาจนถึงการมองชีวิตและเข้าใจชีวิตอย่างการมีสัจธรรมของชีวิต ซึ่งในแต่ละบริบททางความคิดและสังคมก็ทำให้การเลือกใช้คำ และภาษาเชิงสัญลักษณ์นั้นแตกต่างกันออกไป ตามความคิด ความรู้สึกของกวี และสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและตัวตนของกวีที่สื่อถึงผู้อ่าน และเป็นคุณค่าที่จะเตือนใจผู้อ่าน ให้เข้าใจและมองโลกอย่างที่เป็นและมองชีวิตของตัวเองอย่างมีสติ ซึ่งความคิดเหล่านี้ของกวีจึงมีคุณค่าอย่างมากที่จะนำมาสานต่อ และปลุกพลังฝันให้แก่วัยรุ่น หรือเยาวชนในยุคปัจจุบันในบริบทที่ต่างกัน หนังสือกวีนิพนธ์เล่มนี้จึงคู่ควรกับการเปิดอ่านเพื่อดื่มด่ำกับความงดงามและชั้นเชิงทางภาษา ในขณะเดียวกันก็ปลุกไฟฝันในหัวใจให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ติสตู นักปลูกต้นไม้” : วรรณกรรมสร้างสรรค์ที่เด็กไทยควรอ่าน

                มีคนเคยบอกว่างานเขียนหรือวรรณกรรมนั้นมีพลัง โดยนักเขียนเป็นผู้ใช้ปากกาสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้งดงาม ด้วยคำกล่าวนี้ทำให้นึกถึงงานเขียนของ โมรีส ดรูอง อย่างเรื่อง ติสตู นักปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นหนังสือที่ผู้คนกล่าวขานกันทั่วโลก หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสือประกอบการเรียนของนักเรียนชาวฝรั่งเศสมากกว่ายี่สิบปี จนมีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยอำภา โอตระกูล และดูเหมือนว่าหนังสือที่ดูแสนธรรมดาจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้พบกับความมหัศจรรย์ทางความคิด

การเล่าเรื่องง่าย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญา

                หนังสือเรื่อง ติสตู นักปลูกต้นไม้ เป็นวรรณกรรมที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ด้วยความพิเศษของเนื้อหาที่ผู้เขียนสร้างสรรค์ขึ้น ผ่านการเล่าเรื่องอย่างง่ายแบบนิทานแต่แฝงปรัชญาไว้ในทุก ๆ ตัวอักษร โดยในเรื่องเล่าถึง ติสตู ซึ่งเป็นตัวแทนของความดีงาม ความเจริญงอกงามทางปัญหาและจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อกระตุ้นเตือน หรือต้องการสื่อให้เด็ก ๆ เยาวชนได้รู้ว่า ในตัวของทุกคนล้วนมีสิ่งมหัศจรรย์ที่จะสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้ดีขึ้น และสิ่งดีงามเหล่านั้นก็ซุกซ่อนอยู่ในตัวของทุกคน เพียงแค่เราต้องหามันให้เจอ

“ติสตู นักปลูกต้นไม้” : วรรณกรรมที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่ ให้เจริญงอกงาม

                การปลูกฝังเด็ก ๆ และเยาวชนนั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อให้พร้อมกับการเติบโตและเจริญงอกงาม เช่นเดียวกับเจตนารมณ์ของวรรณกรรมเล่มนี้ ที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอมุมมองความคิดผ่านตัวละครติสตู ผู้มีพรสวรรค์ มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่มาตีกรอบความเป็นไปในโลกใบนี้โดยใช้ชุดความคิดแบบสำเร็จรูป แต่เขาเลือกที่จะใช้พรสวรรค์และความชอบที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขา ทำในสิ่งที่ดีงามและสร้างสรรค์ เช่นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีที่รุนแรง แต่ควรเป็นวิธีที่อ่อนโยน เมตตาและสร้างสรรค์ และด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าหากเรายังศรัทธาในความดี ความดีก็จะยังคงอยู่ และรอคอยวันที่เบ่งบาน ดังคำกล่าวที่แฝงด้วยปรัชญาในเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านฉุกคิด เช่น “… มีเมล็ดพันธุ์อยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่เพียงในดินเท่านั้น แต่มันมีอยู่บนหลังคาบ้านเอย บนขอบหน้าต่างเอย บนทางเดิน บนรั้วไม้ บนกำแพง เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมีเป็นเรือนแสนเรือนล้าน ที่ไม่ได้ใช้ทำอะไรเลย มันอยู่ที่นั่นรอให้ลมพัดผ่านมาเพื่อพาไปยังทุ่งหรือไปสู่สวน มีอยู่บ่อยครั้งที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นแห้งค้างอยู่ในซอกหินโดยไม่อาจกลายเป็นดอกไม้ได้ แต่หากนิ้วหัวแม่มือสีเขียวได้สัมผัสเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เมล็ดเดียว ไม่ว่ามันจะอยู่ในที่ใดก็ตาม ดอกไม้จะงอกขึ้นในทันทีทันใด…”

“ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เพราะเรายืนอยู่คนละเส้นเดียวกัน”

                ใกล้เลือกตั้งเข้ามาทุกที หลายคนคงตั้งหน้าตั้งตารอเพื่อที่จะเข้าคูหาเลือกผู้นำประเทศมาบริหารและพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ก็เชื่อมโยงกับเรื่องความเป็นประชาธิปไตย และอย่างที่ทราบกันดีว่าประชาธิปไตยในบ้านเมืองเรานั้น ค่อยข้างที่จะมีปัญหาและข้อขัดแย้งอยู่มาก จนเป็นที่ถกเถียงและพูดถึงกันไม่จบไม่สิ้น วันนี้จึงอยากจะนำเสนอหนังสือที่ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างน่าสนใจอย่างหนังสือเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน”

“ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เปิดมุมมองใหม่แบบประชาธิปไตย

                ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ของวินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน (ซีไรต์) พ.ศ. 2540 วินทร์ เลียววาริณ ได้นำเสนอมุมมองทางความคิดได้อย่างน่าสนใจ ด้วยแนวคิดที่เฉียบคมนำเสนอผ่านชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ที่กระชับชัดเจนทุกตัวอักษร รัดกุมและเข้าใจง่าย ซึ่งเรื่องนี้ วินทร์ เลียววาริณ ก็ได้ถ่ายทอดมุมมองความคิดเกี่ยวกับการเมืองอย่างเป็นกลาง โดยถ่ายทอดเนื้อหาเสมือนเป็นการจำลองเหตุการณ์ทางการเมืองเด่น ๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีแรกของระบอบประชาธิปไตยในไทยจนถึงปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็น “ประชาธิปไตย” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ที่สะท้อนให้เห็นถึงการล้มลุกคลุกคลาน ประคับประคองระบอบประชาธิปไตยจากขั้วอำนาจทางการเมืองฝ่ายต่าง ๆ รวมถึงปกป้องไม่ให้ประชาธิปไตยนั้นตกเป็นเครื่องมือของการแก่งแย่งแข่งขัน และการมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่ม หนังสือเล่มนี้ได้เล่นถึงตัวละครหลักสองคน ที่ถึงแม้ว่าจะยืนอยู่กันคนละฝ่าย และยึดถือแนวคิดที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักในประเทศชาติและหวังดีต่อประเทศชาติ ทั้งสองจึงต้องเลือกจุดสมดุลเพื่อปกป้องประชาธิปไตย

เขียนความจริงใน “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน”

                ในเรื่องนี้ผู้เขียนได้สร้างตัวละครบางตัวให้เหมือนกับเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สอดแทรกไปกับชั้นเชิงทางวรรณศิลป์และอารมณ์ที่หลายหลาย ผู้อ่านสามารถอ่านเพื่อบันเทิงก็ได้ หรืออ่านเพื่อเข้าใจถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็ได้ เรียกได้ว่าการเขียนความจริงเพื่อถ่ายทอดมุมมองทางการเมืองของ วิณ เลียววาริณนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอาเซียน (ซีไรต์) เมื่อปี พ.ศ. 2540 แล้ว ยังได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นจากคณะกรรมการหนังสือแห่งชาติ และรางวัลหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน (อายุ 16-18 ปี) และรางวัล 1 ใน 101 อันดับหนังสือในดวงใจนักอ่านและนักเขียนของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นยังได้รับการแปลเป็นภาษาอื่น ๆ อีกทั้งภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งอีกด้วย

จากรางวัลและคำชื่นชมต่าง ๆ การันตีได้ว่าการเขียนความจริงผ่านมุมมองของวิณ เลียววาริณ ที่พูดถึงความเป็นมาและเป็นไปของการเมืองในประเทศไทยนั้น ทำให้ผู้อ่านวางไม่ลง ด้วยเนื้อหาที่กระชับ รัดกุม มุมมองที่หลากหลายและน่าสนใจ และหนังสือเล่มนี้ได้เชื่อมโยงให้เห็นถึงความคิด ว่าจากแนวคิดและการกระทำของคนหนึ่งคนก็ส่งผลต่อการเมืองได้ และการเมืองก็ส่งผลถึงเราทุกคน ฉะนั้นการเมืองและตัวเราเองจึงไม่สามารถแยกจากกันได้ตราบใดที่เรายังยืนอยู่บนเส้นทางแห่งประชาธิปไตย

เจ้าชายน้อย (The Little Prince) : วรรณกรรมที่จะทำให้คุณไม่อยากลืมเรื่องราวในวัยเด็ก

หลายคนคงรู้จักวรรณกรรมเยาวชนที่โด่งดังอย่างเรื่อง เจ้าชายน้อย  (The Little Prince) ซึ่งได้มีการนำเรื่องราวจากวรรณกรรมดังกล่าวมาทำเป็นภาพยนตร์ และถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ทำให้คุณได้หวนกลับไปนึกถึงวัยเด็กอีกครั้ง เรื่องเจ้าชายน้อยจึงเต็มไปด้วยเสน่ห์ และกลิ่นอายที่งดงามของความรัก ความผูกพัน ที่คนเรามักจะทิ้งมันไว้ข้างหลังเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่

การเดินทางของเจ้าชายน้อย

                เจ้าชายน้อยเป็นวรรณกรรมที่เขียนขึ้นโดย อังตวน เดอ แซงเต็ก ซูเปรี ซึ่งผู้เขียนเป็นชาวฝรั่งเศส มีอาชีพเป็นนักบิน ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวกับเรื่องการบิน แต่เหตุที่แต่งเรื่องเจ้าชายน้อยขึ้นก็เนื่องจากเขาผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมา และพบว่าชีวิตในวัยเด็กนั้น คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดแล้ว ทั้งความสัมพันธ์ในครอบครัว และชีวิตที่มีความสุขไร้สงคราม และย้ำเตือนให้ผู้อ่านเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา และไม่ใช่เรื่องของวัตถุเงินทองใดๆ ทั้งสิ้นแต่เป็นความบริสุทธิ์งดงามของความรัก ความผูกพัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนเรานั้นมักจะหลงลืมมันไปเมื่อพวกเขาโตขึ้น บางคนลืมวัยเด็กที่ตัวเองเคยมี และถูกหล่อหลอมไปกับโลกที่เต็มไปด้วยการยื้อแย่งแข่งขัน จนในที่สุดมันก็พรากเอาความสุขจากเราไปทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็หมดสิ้น

การเดินทางของเจ้าชายน้อยจึงถูกนำเสนอในแง่ของวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์แนวปรัชญา และการเข้าใจชีวิตและความสุขของชีวิต และตัวละครเจ้าชายน้อยก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของเด็กๆ ที่พร้อมจะเรียนรู้โลกกว้างด้วยการตั้งคำถาม และหาคำตอบ ซึ่งนั่นได้ถ่ายทอดผ่านการออกเดินทางไปสำรวจดวงดาวต่างๆ เพื่อค้นหาคำตอบ และได้พูดคุยกับผู้คนในดาวต่างๆ และเจ้าชายน้อยก็ได้ทำหน้าที่แทนผู้อ่านในการครุ่นคิดและพยายามเข้าใจในสิ่งที่แต่ละคนบนดาวต่างๆคิด และนอกจากจะเดินทางเพื่อสำรวจดาวอื่นๆแล้ว เจ้าชายน้อยก็ได้สำรวจดาวของตัวเอง และค้นพบความลับสุดยอดที่อยู่ภายในตัวตนของตนเอง ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“เจ้าชายน้อย” กับการปกป้องความงดงามและความทรงจำในวัยเด็ก

                มีคำกล่าวหนึ่งในเรื่องเจ้าชายน้อยที่บอกว่า “ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็กมาก่อนแล้วทั้งนั้น แต่น้อยคนนักที่จะหวนระลึกได้” ฟังดูน่าเศร้าและหดหู่ แต่จริงๆแล้วอาจทำให้เรานึกย้อนไปถึงความทรงจำและความงดงามที่เราเคยหลงลืมเอาไว้ที่ใดซักแห่งก็เป็นได้ ซึ่งการที่เราเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าเศร้าในคราวเดียวกัน เพราะเมื่อเรายิ่งเติบโต ยิ่งเห็นสังคมที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย แก่งแย่งแข่งขัน ทำร้ายกันเองไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธ การต่อสู้ด้วยแนวคิด ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องการนำเสนอ ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของเจ้าชายน้อยที่เต็มไปด้วยการตั้งคำถามเชิงปรัชญาต่อการเข้าใจโลก ในขณะเดียวกันก็ต้องการปกป้องความเป็นเด็กในตัวของผู้อ่านและผู้เขียนเอง ย้ำเตือนให้ทุกคนเห็นว่าการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์นั้นไม่จำเป็นต้องละทิ้งตัวตน ความงดงามและความทรงจำในวัยเด็ก เพราะมันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ความผูกพันและความอบอุ่นที่จะอยู่ในความทรงจำและจิตสำนึกของเราตลอดไป

ตามหาเสียงแห่งความเงียบจากหนังสือ “เงียบ : Silence in The Age of Noise”

                ในโลกปัจจุบันที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แสวงหาความสุขจากโลกที่วุ่นวาย ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าความสุขเกิดจากความเงียบ และความเงียบก็กำลังเพรียกหา เพียงแต่ไม่มีใครได้ยินเสียงแห่งความเงียบนั้นเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครได้ยินเสียงของความเงียบเหล่านั้น

Erling Kagge นักสำรวจชาวนอร์เวย์ได้ออกตามหาความเงียบ ด้วยการเดินทางไปรอบโลก จากขั้วโลกเหนือสู่ขั้วโลกใต้ และมันทำให้เขาค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ระหว่างทาง ในทุก ๆ ก้าวที่เดินผ่าน และได้บันทึกสิ่งเหล่านั้นไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “เงียบ Silence in The Age of Noise”

ปรัชญาแห่งความสุขที่ซุกซ่อนอยู่ในความเงียบ

                หนังสือเล่มนี้เป็นสุดยอดแห่งปรัชญา การเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตจากความเงียบระหว่างทาง โดยเริ่มจากการตั้งคำถามว่าความเงียบคืออะไร? เราจะพบมันได้ที่ไหน? ทำไมมันจึงสำคัญกว่าที่เคย? โดย Erling Kagge ชาวนอร์เวย์ ซึ่งเป็นทั้งนักกฎหมาย เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ และที่สำคัญเขาเป็นนักสำรวจที่ยอดเยี่ยม วันหนึ่งเขาตัดสินใจละทิ้งชีวิตที่วุ่นวาย จากโลกที่ซับซ้อน สังคมที่เต็มไปด้วยการยื้อแย่งแข่งขัน และเขาได้ตัดสินใจออกเดินทางกว่าแปดร้อยไมล์ไปยังขั้วโลกใต้ตามลำพัง และเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถพิชิตสามขั้วโลก ทั้งขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่เขาสามารถพิชิตมันได้สำเร็จ แต่ทว่ามันกลับอยู่ระหว่างทาง ทุก ๆ ก้าวที่เขาย่ำผ่าน และการเดินทางเป็นเวลานาน และระยะทางที่ไกลแสนไกลนี้เอง ที่ทำให้เขาต้องอยู่กับความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงเท้าที่เดินผ่านหิมะ และเสียงของธรรมชาติตั้งแต่เสียงของใบไม้ผลิ จนไปถึงเสียงของสัตว์ใหญ่ ที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกถึงพลังบางอย่าง ที่เขาเรียกมันว่าพลังจากธรรมชาติ และมันทำให้เขารู้ว่าความเงียบที่แท้จริงไม่ใช่ความเงียบที่ไม่มีเสียง แต่เป็นความเงียบที่เกิดจากความสงบภายในชิตใจ ถ้าเรารู้สึกสงบและพอใจนั่นแหละคือความเงียบ

ตามหาความเงียบ จากหนังสือ “เงียบ : Silence in The Age of Noise

หนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นหนังสือที่แฝงด้วยปรัชญาที่แสนจะธรรมดา แต่จะมีซักกี่คนที่ค้นพบมันในตัวของเราเอง ความเงียบที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่แค่ความเงียบธรรมดาที่เรารู้จักเพียงผิวเผิน แต่ความเงียบในหนังสือเล่มนี้คือความเงียบที่เกิดจากการเรียนรู้ และเข้าใจ ปล่อยวางและอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด ที่จะทำให้เราค้นพบความเงียบในตัวเรา ฉะนั้นลองหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน คุณอาจจะค้นพบความเงียบบางอย่างในห้วงสำนึก ให้หนังสือเล่มนี้พาคุณเดินทางสู่ดินแดนแห่งความเงียบที่ไม่เคยหลับใหล ค่อย ๆ อ่านความเงียบเบา ๆ และคุณอาจค้นพบมันในตัวคุณก็เป็นได้

เปิดประตูสู่ “ฮุกกะ” กับหนังสือแห่งความสุข “ฮุกกะ ปรัชญาความสุขฉบับเดนมาร์ก”

จากรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) ขององค์การสหประชาชาติ ได้เปิดเผยว่าเดนมาร์กยังคงเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขในระดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งหลายคนคงอาจสงสัยว่า ทำไมชาวเดนมาร์กจึงมีความสุขที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่โลกยุคปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน และความเร่งรีบ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเคร่งเครียดตามมา และแน่นอนว่ากระแสโลกาภิวัตน์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกดังกล่าวนั้นก็ได้เข้ามาสู่เดนมาร์กเช่นกัน แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วชาวเดนมาร์กนั้นมี “ฮุกกะ” เป็นปรัชญาแห่งความสุข และหนังสือเล่มนี้เองที่จะพาคุณไขปริศนาความลับแห่งความสุขแบบฮุกกะเพื่อให้เราเข้าถึงความสุขได้อย่างชาวเดนมาร์ก

“ฮุกกะ” คืออะไร

ฮุกกะ (Hygge) เป็นคำในภาษานอร์เวย์ แปลว่า การอยู่ดีมีสุข หรืออีกความหมายหนึ่งคือ ศิลปะในการสร้างความใกล้ชิด ความผูกพัน ความรู้สึกผ่อนคลายที่อยู่ในจิตวิญญาณ การรู้จักหาความสุขจากสิ่งรอบตัว จึงเรียกรวม ๆ กันว่า ความสุข ซึ่งหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนคือ Meik Wiking ผู้เชี่ยวชาญด้านความสุขแห่งเดนมาร์ค โดยมีเนื้อหาที่อ่านง่าย มีภาพประกอบแบบอาร์ต ๆ ดูแล้วชวนให้ผ่อนคลาย และคุณจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศของความเป็นฮุกกะที่แฝงอยู่ในทุกตัวอักษรในเล่ม และทำความรู้จักกับวิถีชีวิตแบบฮุกกะขนานแท้ของชาวเดนมาร์ก ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันไปจนถึงเรื่องสำคัญในการดำรงอยู่ของชีวิต

มีอะไรในเล่ม “ฮุกกะ”

เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าเรื่องราวความมหัศจรรย์ของสิ่งที่เรียกว่าความสุข ที่หลายคนโหยหา และวิ่งตามไขว่คว้าเพื่อให้ได้มา แต่หนังสือเล่มนี้จะให้คำตอบคุณเกี่ยวกับปรัชญาความสุขที่เรียกว่า “ฮุกกะ” ของชาวเดนมาร์ก ว่า จริง ๆ แล้วความสุขอยู่ในทุก ๆ ที่ ทุก ๆ ลมหายใจ ทุก ๆ ก้าวของชีวิต เริ่มตั้งแต่การบรรยากาศ การจุดเทียน หรือ หรี่ไฟ ซึ่งในเล่มได้กล่าวย้ำเรื่องของแสงจากเปลวเทียน หรือโคมไฟและแสงตอนพระอาทิตย์กำลังตกดิน ความใส่ใจกับคนรอบข้าง ความสุขกับอาหารอย่างกาแฟ ช็อคโกแลต ลูกกวาด เค้ก ขนมหวาน ความเท่าเทียมและการแบ่งปัน ดื่มด่ำกับความซาบซึ้งใจ ปรองดอง ไร้การแข่งขัน ทำตัวให้สบาย ผ่อนคลาย เป็นตัวของตัวเอง ไม่พูดคุยเรื่องดราม่าหรือเรื่องเคร่งเครียด การพูดคุยถึงความทรงจำที่ดี ๆ ที่เคยทำร่วมกันและให้ความสำคัญกับความผูกพัน นอกจากที่กล่าวมานี้หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณได้เข้าใจถึงรสชาติของความสุขที่คุณสามารถลิ้มลองมันได้ไม่จำกัด

ค่อย ๆ เปิดหนังสือเล่มนี้เพื่อเปิดประตูสู่ “ฮุกกะ”

                การอ่านหนังสือดี ๆ ซักเล่มที่เราชอบก็ถือเป็นการเริ่มต้นสร้างความสุขของคุณได้ ยิ่งถ้าเป็นหนังสือที่จะเปิดประตูสู่ “ฮุกกะ” ปรัชญาความสุขที่ซุกซ่อนความสุขและความพึงพอใจเอาไว้ในทุก ๆ ตัวอักษร ยิ่งจะช่วยให้คุณได้ดื่มด่ำและสัมผัสกับความสุขจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามองข้ามไป เพราะชีวิตที่มีความสุขอาจไม่ใช่ชีวิตที่ร่ำรวย มีเงินซื้อสิ่งที่เราต้องการ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาซื้อความสุขที่เราต้องการไม่มีวันหมดสิ้น และเมื่อถึงวันนั้นคุณอาจถามตัวเองว่า ความสุขคืออะไร ทั้ง ๆ ที่คุณได้หลงลืม มองข้ามหรือโยนมันทิ้งไปแล้ว คุณจึงไม่ควรพลาดหรือละเลยความสุขที่มีอยู่รอบตัว เพียงแค่ต้องพอใจกับมันและคุณสามารถพบมันได้ โดยเริ่มจากการเปิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่าน เพื่อเปิดประตูสู่ความสุขแบบฮุกกะที่คุณอ่านแล้วไม่อยากวางมันลง

Fahrenheit 451 เขียนโดย Ray Bradbury

จะเกิดอะไรขึ้นหากโลกนี้ไม่มีหนังสือ ? และหนังสือทำหน้าที่อะไรมากกว่าเพื่อความบันเทิงยามว่างและให้ความรู้หรือไม่ ? และภายใต้ความรู้ของหนังสือเหล่านั้นมีสิ่งใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ?  ในนวนิยายเรื่อง Fahrenheit 451 เขียนโดย Ray Bradbury นักเขียนชาวอเมริกันจะจำลองสังคมที่ไร้ซึ่งหนังสือให้เราได้เห็น เรื่องนี้เป็นนวนิยายแนวดิสโทเปีย เล่าถึงสังคมที่รัฐขึ้นมามีอำนาจควบคุมสื่อทั้งหมด ประชาชนถูกจำกัดในการรับรู้ข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ซึ่งจะรับรู้ข้อมูลได้เพียงทางโทรทัศน์ที่ทุกรายการจะต้องถูกตรวจสอบ กลั่นกรองโดยรัฐก่อนที่จะเผยแพร่สู่ประชาชน หนังสือกลายเป็นสิ่งต้องห้ามซึ่งผู้ที่ครอบครองหนังสือถือว่ากระทำผิดกฎหมายโดยทันที

Fahrenheit 451 ถูกบรรยายโดยบุคคลที่สาม (Third-person point of view หรือ Limited Omniscient) และดำเนินเรื่องโดย กาย หรือ กีย์ มอนทาก (Guy Montag) ที่ประกอบอาชีพเป็น “นักผจญเพลิง” (Fireman) ผู้มีหน้าที่เผาทำลายหนังสือ ซึ่งต่างจากนักดับเพลิง (Fireman) ซึ่งมีหน้าที่ดับไฟตามความเข้าใจโดยทั่วไปของเรา เขาเคยรักในงานของเขามาตลอดและปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่ห้ามครอบครองหนังสือ และเชื่อว่าหนังสือคือสิ่งเลวร้าย (อาจเทียบได้กับยาเสพติดในสังคมของเรา) จนกระทั่งเขาได้พบกับคลารีส แมคเคลแลน (Clarisse McClellan) เด็กสาวเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ วัยสิบเจ็ดปี ผู้ลักลอบครอบครองและหลงรักในหนังสือ คลารีสได้จุดประกายแก่นักจุดไฟอย่างเขาด้วยบทสนทนาทำความรู้จักกันสั้น ๆ และทิ้งท้ายคำถามแก่เขาก่อนแยกย้ายกลับบ้านของตนว่า “คุณมีความสุขไหมคะ ?” ซึ่งเป็นคำถามที่กาย มอนทาก ไม่เคยถามกับตนเองเลย คำถามนี้คอยวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาจนเขานอนไม่หลับตลอดทั้งคืนวันนั้น

คลารีสเป็นเด็กสาวผู้ที่แอบครอบครองหนังสือ ซึ่งหลังจากที่กายได้รู้จักกับเธอ เขาก็มีทัศนติต่อหนังสือเปลี่ยนไป เขามองเห็นสิ่งที่รัฐคอยปกปิดมาโดยตลอดผ่านทางการบอกเล่าของหนังสือและวรรณกรรม เขาเริ่มอยู่ข้างเดียวกับคลารีสและต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคมที่ถูกบิดเบือนนี้ให้เป็นสังคมที่ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับรู้ความจริง เพราะรัฐปิดบังความจริงและจำกัดองค์ความรู้ของประชาชนเพราะกลัวเรื่องของความไม่สงบเรียบร้อย กลัวว่าจะเกิดการลุกฮือขึ้นของประชาชน เพราะวรรณกรรมช่วยให้ประชาชนสามารถตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และสิทธิที่มนุษย์ผู้มีอิสระเสรีคนหนึ่งพึงมี ซึ่งการที่ประชาชนมีเสรีภาพนี้นอกจากความเป็นเอกภาพที่ลดลงแล้ว ยังนำมาซึ่งการสูญเสียอำนาจของรัฐให้ลดลงไปอีกด้วย

เราอ่านเรื่องนี้เป็นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งขอบอกได้เลยว่า Ray Bradbury ใช้ภาษา ถ้อยคำที่สละสลวยสุด ๆ ตอนต้นเรื่องสนุก น่าอ่าน และชวนติดตามมาก ๆ แต่ตอนจบเราไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่เพราะถึงแม้จะเป็นตอนจบแบบเปิดแต่สำหรับเรายังรู้สึกธรรมดาและไม่ทิ้งความประทับใจในตอนจบไว้ให้สักเท่าไหร่ แต่โดยรวมแล้วก็ยังถือว่าเป็นหนังสือที่ดีและอยากให้คุณลองอ่านดูเช่นกัน

 

What Money Can’t Buy : The Moral Limits of Markets เงินไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อความเป็นเสรีนิยมเติบโตในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งออกจะเกินเลยไปหน่อยเมื่อใช้เรื่องของคุณธรรม-จริยธรรมมาตัดสิน ในหนังสือ What Money Can’t Buy หรือ เงินไม่ใช่พระเจ้า ที่เขียนโดย Michael J. Sandel ศาสตราจารย์และนักเศรษฐศาสตร์ปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาชี้ให้เราเห็นพลังอำนาจแห่งเงินที่แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นพื้นที่ “ตลาด” ที่สร้างผลกำไรให้กับคนบางกลุ่มซึ่งในบางครั้งเราอาจไม่ได้สังเกตุหรือรู้ตัวความล้นเกินของการตลาดที่ในบางครั้งก็หลอกเราว่าเป็นเรื่องปกติและยุติธรรม

ในหนังสือเล่มนี้จะนำตัวอย่างของ ”ตลาด” ที่เกิดขึ้นจริงและอธิบายความมากเกินไปจนล้ำเส้นของของจริยธรรมไป ซึ่งแต่ละตัวอย่างก็จะถูกแบ่งออกเป็นบท ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและไม่สับสน แซนเดิล ผู้เขียน ให้ภาพของคำว่า “ตลาด” แก่ผู้อ่านอย่างเราได้กว้างมากขึ้น จนเราอ่านแล้วยังต้องตกใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นในโลกของความจริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่โฆษณาที่สามารถทำเงินให้กับเจ้าของพื้นที่นั้นโดยที่คนคนนั้นไม่ต้องทำอะไรมากเลย แต่พื้นที่โฆษณานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนป้ายบิลบอร์ด บนรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าเท่านั้น เพราะบทหนึ่งในหนังสือได้ยกตัวอย่างของบุคคลคนหนึ่งที่นำหน้าผากของตนเองมาเป็นพื้นที่โฆษณา และก็ได้สร้างเงินไปแล้วเกือบแปดร้อยเหรียญสหรัฐ หรือ บทหนึ่งที่กล่าวถึงการให้สิทธิในการยิงแรดดำซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว แลกกับเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งมันช่างขัดกับการพยายามรณรงค์ของพวกองค์กรอนุรักษ์สัตว์เป็นอย่างมาก หรือแม้แต่การจ้างเด็กให้อ่านหนังสือด้วยเงินสองเหรียญสหรัฐ  ผู้เขียนยังทิ้งคำถามให้เราได้คิดอีกว่า เราอยากจะอยู่ในโลกที่เงินซื้อทุกอย่างได้จริง ๆ นะหรือ?

ฟัง ๆ ดูแล้วทำให้นึกถึงข้อแลกเปลี่ยนของเราเองในตอนเด็ก ๆ กับพ่อแม่ที่เราจะช่วยพวกเขาทำงานบ้านโดยที่เขาจะต้องจ่ายเงินให้เป็นการตอบแทนเลยเหมือนกันนะเนี่ย ความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำสิ่งต่าง ๆ ให้กันด้วยน้ำจิตน้ำใจและความรักมันเลือนหายไปเมื่อเราสร้างตลาดขึ้นมาแทนที่ภายในบ้านเสียอย่างนั้น  หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของไมเคิล แซนเดิล มุมมองและทรรศนะทางเศรษฐศาสตร์ของเราจะเปิดกว้างขึ้นมาก เรามองเห็นว่าในโลกแห่งทุนนิยมเสรีที่ยกถือเงินเหนือสิ่งอื่นใดนี้ อาจถึงเวลาแล้วที่เราอย่างน้อยคนหนึ่งคงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเช่นนี้ เพราะโลกที่ทุกอย่างซื้อได้คงจะไม่ใช่โลกที่น่าอยู่อีกต่อไปแน่ ๆ