Category Archives: การพัฒนาตัวเอง

What Money Can’t Buy : The Moral Limits of Markets เงินไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อความเป็นเสรีนิยมเติบโตในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งออกจะเกินเลยไปหน่อยเมื่อใช้เรื่องของคุณธรรม-จริยธรรมมาตัดสิน ในหนังสือ What Money Can’t Buy หรือ เงินไม่ใช่พระเจ้า ที่เขียนโดย Michael J. Sandel ศาสตราจารย์และนักเศรษฐศาสตร์ปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาชี้ให้เราเห็นพลังอำนาจแห่งเงินที่แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นพื้นที่ “ตลาด” ที่สร้างผลกำไรให้กับคนบางกลุ่มซึ่งในบางครั้งเราอาจไม่ได้สังเกตุหรือรู้ตัวความล้นเกินของการตลาดที่ในบางครั้งก็หลอกเราว่าเป็นเรื่องปกติและยุติธรรม

ในหนังสือเล่มนี้จะนำตัวอย่างของ ”ตลาด” ที่เกิดขึ้นจริงและอธิบายความมากเกินไปจนล้ำเส้นของของจริยธรรมไป ซึ่งแต่ละตัวอย่างก็จะถูกแบ่งออกเป็นบท ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและไม่สับสน แซนเดิล ผู้เขียน ให้ภาพของคำว่า “ตลาด” แก่ผู้อ่านอย่างเราได้กว้างมากขึ้น จนเราอ่านแล้วยังต้องตกใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นในโลกของความจริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่โฆษณาที่สามารถทำเงินให้กับเจ้าของพื้นที่นั้นโดยที่คนคนนั้นไม่ต้องทำอะไรมากเลย แต่พื้นที่โฆษณานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนป้ายบิลบอร์ด บนรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าเท่านั้น เพราะบทหนึ่งในหนังสือได้ยกตัวอย่างของบุคคลคนหนึ่งที่นำหน้าผากของตนเองมาเป็นพื้นที่โฆษณา และก็ได้สร้างเงินไปแล้วเกือบแปดร้อยเหรียญสหรัฐ หรือ บทหนึ่งที่กล่าวถึงการให้สิทธิในการยิงแรดดำซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว แลกกับเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งมันช่างขัดกับการพยายามรณรงค์ของพวกองค์กรอนุรักษ์สัตว์เป็นอย่างมาก หรือแม้แต่การจ้างเด็กให้อ่านหนังสือด้วยเงินสองเหรียญสหรัฐ  ผู้เขียนยังทิ้งคำถามให้เราได้คิดอีกว่า เราอยากจะอยู่ในโลกที่เงินซื้อทุกอย่างได้จริง ๆ นะหรือ?

ฟัง ๆ ดูแล้วทำให้นึกถึงข้อแลกเปลี่ยนของเราเองในตอนเด็ก ๆ กับพ่อแม่ที่เราจะช่วยพวกเขาทำงานบ้านโดยที่เขาจะต้องจ่ายเงินให้เป็นการตอบแทนเลยเหมือนกันนะเนี่ย ความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำสิ่งต่าง ๆ ให้กันด้วยน้ำจิตน้ำใจและความรักมันเลือนหายไปเมื่อเราสร้างตลาดขึ้นมาแทนที่ภายในบ้านเสียอย่างนั้น  หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของไมเคิล แซนเดิล มุมมองและทรรศนะทางเศรษฐศาสตร์ของเราจะเปิดกว้างขึ้นมาก เรามองเห็นว่าในโลกแห่งทุนนิยมเสรีที่ยกถือเงินเหนือสิ่งอื่นใดนี้ อาจถึงเวลาแล้วที่เราอย่างน้อยคนหนึ่งคงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเช่นนี้ เพราะโลกที่ทุกอย่างซื้อได้คงจะไม่ใช่โลกที่น่าอยู่อีกต่อไปแน่ ๆ

 

แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้ เขียนโดย คิมรันโด

หากถามเด็ก ๆ ว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร เกินกว่า 80-90% ต้องตอบเป็นอาชีพอย่างแน่นอน นั่นเพราะปัจจุบันนี้คนเราจะผูกความสำเร็จในชีวิตไว้กับงาน และงานก็เป็นมากกว่าอาชีพไปเสียแล้วเพราะงานยังหมายถึงคุณค่าในตัวของคนคนนั้นอีกด้วย คนที่มีหน้าที่การงานที่ได้รับการยอมรับในสังคมจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ตรงกันข้าม คนที่กำลังตกงานต้องพยายามดิ้นรนหางานเพื่อให้ตนเองพ้นสภาพการว่างงานโดยเร็วเพราะนอกจากจะขาดรายได้แล้ว ยังรู้สึกว่าตนเองด้อยคุณค่าและยังถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพในสังคมอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่กำลังก้าวจากวัยเรียนเข้าสู่วัยทำงานจะกังวลเรื่องหน้าที่การงานของตัวเองในอนาคตหลังจบไป หากคุณหรือคนรอบข้างคุณกำลังเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ ขอให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูและคุณอาจมองเห็นอะไรบางอย่าง

สำหรับบางอาชีพที่คุณคิดว่าคุณคงไม่ชอบ แต่แท้ที่จริงแล้วคุณอาจไม่ได้ไม่ชอบแต่คุณยังไม่รู้จักมันดีจริง ๆ ต่างหาก ในหนังสือ “แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้” เขียนโดย คิมรันโด ผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือเรื่อง “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ที่ติดอันดับหนังสือขายดีทั้งในประเทศเกาหลีใต้ประเทศไทย จะเปิดโลกทัศน์ของคุณเกี่ยวกับงาน

“งาน” แท้ที่จริงแล้วคืออะไรกันแน่ แล้วคุณสามารถมีความสุขกับงานของคุณได้หรือไม่ ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวแบ่งปัน และสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวที่ทำงานด้วยความรักเสมือนเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขา บางอาชีพคุณอาจรู้เกี่ยวกับมันแต่อาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับมัน และบางอาชีพในบทสัมภาษณ์คุณอาจไม่เคยนึกถึงว่ามีบนโลกมาก่อนเลยก็ได้ คุณจะได้ฟังทัศนะคติและมุมมองต่องานต่าง ๆ จากคนหนุ่มสาวที่ทำอาชีพนั้น ๆ  ซึ่งคุณอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ สำหรับอาชีพในอนาคต หรืออาจค้นพบตนเองมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกคุณถึงการเลือกงานที่เหมาะกับเรา การเก็บเงิน การจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจพบเจอในการทำงาน เช่น ความเครียด เวลา เรียนรู้เรื่องของกระแสโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป เทคโนโลยี และงานรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หรือแม้แต่แนะนำเว็บไซต์หางาน ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้และปรับตัวได้ คุณจะรู้สึกเหนื่อยน้อยลง และก้าวหน้าได้มากขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือสร้างแรงบันดาลใจเสียอีก เพราะยังเป็นหนังสือแนะนำทิศทางสำหรับคนหนุ่มสาวที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จึงเหมาะกับคนที่กำลังหมดไฟ ท้อแท้ นักเรียน-นักศึกษาที่กังวลในอนาคตของตนเอง เป็นอีกเล่มที่อยากให้อ่านมาก เพราะหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณจะมองการทำงานเปลี่ยนไป

 

“ฝึกพูดอังกฤษได้คล่องโดยไม่ต้องเรียนแกรมม่าร์” หนังสือที่จะทำให้คุณกล้าพูดอังกฤษ

ทุกวันนี้มีคนไทยอยู่จำนวนไม่น้อยเลย ที่กลัวการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หนังสือเล่มนี้ได้ยกคำพูดของคนไทยหลาย ๆ คน ผ่านความคิดกับสิ่งที่เขาติดในการพูดภาษาอังกฤษ ทั้งเป็นปัญหาแค่กับตัวเอง กับจากผู้อื่นอย่างเช่น กลัวโดนเพื่อนล้อ โดยที่ไม่ได้มองมุมอื่น ว่าถ้ากล้าพูดออกมาแล้วมันจะเกิดผลดีอะไรต่อชีวิตบ้าง

Mind English สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้ของนักภาษาศาสตร์ระดับโลก Stephen Krashen ผสมผสานกับแนวทางแบบ Callen Method จึงได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้คนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ มีความกล้ามากขึ้น โดยที่ในเล่มไม่ได้เน้นท่องคำศัพท์อังกฤษให้อ่าน อย่างที่หลายคนกำลังคิดแต่อย่างใด หากแต่เป็นการบอกวิธีแต่ละอย่าง ที่ช่วยคนที่กลัวการพูดได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะใช้คำพูดได้น่าสนใจ ไม่งง เข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน โดยที่แต่ละหน้าจะมีการเน้นคำได้น่าสนใจแตกต่างกัน และยังทำให้อ่านแล้วไม่ง่วงอีกต่างหาก

เขาบอกเราตั้งแต่ “หัวใจของการพัฒนาภาษาอังกฤษ” ที่หลายคนอาจคิดว่าแค่ว่า คุยกับฝรั่งเยอะ ๆ หรือดูหนังบ่อย ๆ แค่นั้นก็ได้แล้ว แต่คุณแน่ใจเหรอว่าคุณจะไม่เบื่อไปซะก่อน แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไม่เบื่อ ถ้าคุณแค่ “อยาก” แค่นี้พอหรือไม่? ในส่วนนี้ผู้เขียนจะยกคำพูดให้เราได้ค้นหาคำตอบของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะเปิดไปบทถัดไป รวมถึงจะมีการบอกเทคนิคสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด ซึ่งเป็นเทคนิคที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกเขาใช้กัน เพื่อที่จะทำให้ตัวเองก้าวหน้า และเดินหน้าต่อไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม

คุณคิดว่าการเรียนรู้แบบเด็ก ๆ นั้นได้ผลไหม? ลองนึกเวลาตอนคุณเป็นเด็กสิ ว่าคุณทำอย่างไรเวลาจะจดจำอะไรสักอย่าง ในเล่มนี้จะบอกวิธีย้อนวัยความทรงจำตอนเป็นเด็กให้คุณเอง เผื่อคนไหนจำไม่ได้ การจำแบบเด็ก ๆ นี้สามารถนำมาใช้ได้กับภาษาอังกฤษเช่นกัน ไม่ว่าจะจำสำเนียง ที่โดยปกติแล้วจะมีทั้งสำเนียงอังกฤษ และอเมริกัน เวลาอยู่เมืองไทย คนไทยมักพูดแบบอเมริกันมากกว่า เราเลยคุ้นเคย พอจะไปฟังสำเนียงอื่นดันไม่รู้เรื่องซะงั้น ทั้งที่เป็นคำเดียวกัน แต่บอกได้เลยว่าคนหลายคนอยากที่จะ ฝึกสำเนียงอังกฤษ เพราะมันทั้งดูดีและน่าฟัง ถึงแม้จะฟังยากไปหน่อยก็ตามเถอะ

แต่การที่จะพูดได้จริงนั้น ทุกคนเห็นว่าการศึกษาของไทยจะสอนไปที่การเน้นแกรมม่าร์เป็นหลัก รวมทั้งการเขียนเป็นคำคำ และจำเป็นประโยคเพื่อสอบด้วย จากนั้นก็จะลืมกันไป เพราะสิ่งที่ทำแล้วน่าเบื่อ สมองจะขจัดสิ่งนั้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อไม่จำเป็น ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ถ้ามองตามความเป็นจริง เด็กโรงเรียนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้คล่องมีไม่ถึง 5% ในโรงเรียนด้วยซ้ำ บางคนก็เขียนได้อย่างเดียว แต่พูดไม่ค่อยได้ เพราะคุณรู้ไหมจริง ๆ แล้ว สภาพแวดล้อมนั้นสำคัญมาก ในหนังสือเล่มนี้มีช่วงหนึ่งที่บอกว่า “พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษมากที่สุด” นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของทักษะนี้

ทาง Mind English ได้เตรียมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ สำหรับฝึกภาษาอังกฤษไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วในเล่มอีกด้วย รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากไฟล์ MP3 ที่เพียงทำตามขั้นตอนในหนังสือ ก็จะได้มาฝึกฟังกันง่าย ๆ แล้ว และที่ด้านหลังหนังสือยังมีหน้าว่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้จดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกด้วย เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตการพูดภาษาอังกฤษจากคนที่กลัวมาก ๆ ให้กลายเป็นคนที่กล้าพูดได้เลยทีเดียว เพราะ “การเรียนภาษาที่ดี คือการใช้มันให้สนุก” นั่นเอง