Category Archives: การพัฒนาตัวเอง

กระตุ้นสมองให้ผลิตไอเดีย เขียนโดย JACK FOSTER แปลโดย พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

หากคุณกำลังเจอทาง “ตัน” คิดงานไม่ออก หาไอเดียไม่เจอ ขาดแรงบันดาลใจ หรือว่าคิดแค่ไหนก็ได้ไอเดียที่ไม่ดีพอสักที หนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ แจ๊ค ฟอสเตอร์ ผู้เขียน เจ้าของรางวัลบุคคลสร้างสรรค์แห่งปี จากสมาคมความคิดสร้างสรรค์แห่งลอสแอนเจลิส ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวเทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้ไอเดียของคุณพุ่งกระฉูดจากประสบการณ์การทำงานในวงการโฆษณามานานกว่า 40 ปี ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ มีหลักทางจิตวิทยามาเกี่ยวข้อง ทำให้เทคนิคต่าง ๆ นี้สามารถใช้ได้กับทุกคน

                โดยบทแรกของหนังสือเล่มนี้ จะเป็นการแนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “ไอเดีย” ว่าแท้จริงแล้วไอเดียคืออะไร สิ่งที่เรารู้อยู่ตอนนี้หรือทำอยู่ตอนนี้ใช้ไอเดียจริง ๆ หรือไม่ และเมื่อรู้จักไอเดียแล้วสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อมาคือ จะทำยังไงถึงจะทำให้เราจัดการความคิดของเราให้พร้อมรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ และสุดท้ายจะเป็นวิธีการคิดไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่า ควรอ่านเรียงตามลำดับที่ผู้เขียนจัดเรียงไว้เพื่อทำให้เกิดผลอย่างที่ควรจะเป็น

                การจะเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ ได้นั้นมันเริ่มจากการจัดการความคิดและความรู้สึกของเราก่อน ถ้าเรารู้สึกสนุกกับมันเราก็จะสามารถอยู่กับมันได้นาน และบางครั้งเราอาจจะต้องใช้ความเป็นเด็กที่มีในตัวเรามาช่วยในการค้นหาไอเดียใหม่ ๆ บางอย่างอาจจะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เรามองข้ามมาตลอดก็ได้ แต่การที่จะหาไอเดียใหม่ ๆ ให้โลกจำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้น เขาใช้เวลาในการทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านานหลายปี บางคนล้มเหลวเป็นพันครั้ง แต่เขาไม่ยอมแพ้และไม่กลัวความล้มเหลว ซึ่งนี่ก็เป็นจุดสำคัญของนักคิดไอเดียทั้งหลาย ถ้าเรากลัวความล้มเหลวและความผิดพลาดแล้วล่ะก็ เราคงไม่สามารถคิดอะไรใหม่ ๆ ได้เสียที

                อย่ากลัวที่จะออกจากกรอบเดิม ๆ ขอบเขตต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง หลายคนกลัวที่จะออกนอกกรอบ ทำไปแล้วกลัวคนไม่ชอบ กลัวคนไม่ซื้อ บางครั้งการที่เห็นคนอื่นทำอะไรบางอย่างแล้วได้ผล แล้วเราไปทำตามเพราะคิดว่าจะได้ผลดีแบบเขาก็ไม่ถูกเสมอไป หากเราสามารถมีกรอบความคิดของตัวเอง หรือเลือกรับสิ่งเล็ก ๆ น้อยจากคนอื่น นำของเก่ามาผสมกับรูปแบบใหม่ ๆ เท่านี้ก็จะทำให้ผลงานของเราแตกต่างแล้ว

                สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การนำไอเดียที่คิดได้ไปใช้จริง แม้คนรอบข้างจะมองไม่เห็นคุณค่าไอเดียของคุณ อย่าปล่อยให้ไอเดียมันอยู่แค่ในหัวของคุณเท่านั้น แต่จงกล้าที่จะแสดงมันออกมา แล้วเปลี่ยนเสียงหัวเราะเยาะให้เป็นเสียงปรบมือ หากวันนั้นยังไม่มีคนยอมรับก็ทำต่อไป การที่จะคิดไอเดียดี ๆ ได้ ต้องเกิดจากการหมั่นฝึกคิดฝึกทำอยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้ในครั้งแรกหรอก เพียงวันนี้ขอแค่คุณเริ่มลงมือทำมันเท่านั้นเอง

ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีแห่งหนึ่งของโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 “วิชาที่ไม่มีในตำรา”

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังที่หลาย ๆ คนเคยได้ยิน 1 ในนั้นต้องมีชื่อ ฮาร์วาร์ด อย่างแน่นอน มหาวิทยาลัยในฝันของหลาย ๆ คน แต่ว่าก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้เข้าไปที่นั่น นอกจากมีความสามารถแล้ว ยังต้องมีลักษณะโดดเด่น เพื่อจะได้พัฒนาไปสู่คนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ว่าการจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของฮาร์วาร์ดนั้นเป็นอย่างไร ชาวฮาร์วาร์ดมีวิธีคิดอย่างไร หนังสือเล่มนี้ได้ตอบคำถามคุณแล้ว

                เหวย์ ซิ่วอิง นักเขียนชื่อดังชาวจีน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มุ่งเน้นให้คนรู้จักพัฒนาตนเอง ในรูปแบบความคิดที่นอกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือด้านการทำงาน ซึ่งนอกจากความเก่งแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นจากผู้อื่นได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริง โดยได้รวบรวมทั้งความคิด บทสุนทรพจน์ของอาจารย์และศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งนั้น แต่ละคนมีความคิดที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอออกมาในรูปแบบของเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่เป็นสีสันของเล่มนี้คือ ในแต่ละบทจะมี “ฮาร์วาร์ดทดสอบคุณ” จะเป็นเกมทางจิตวิทยาง่าย ๆ ที่ให้ผู้อ่านได้ขบคิดกัน

                การจะประสบความสำเร็จได้นั้น ฮาร์วาร์ดให้แง่คิดไว้ว่า จุดเริ่มต้นคือ เราต้องกำหนดเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน เมื่อเรามองเห็นเป้าหมายแล้ว เราจึงจะสามารถรู้ได้ว่าเส้นทางต่อไปที่เราจะเลือกเดินเราจะเดินไปทางไหน ความขยันหมั่นเพียรความกระตือรือร้นก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากมีเป้าหมายแล้วเราควรทำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเราสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใครแล้ว เราก็จะสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองได้ดีทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องผ่านบททดสอบชีวิติมากมาย สิ่งสำคัญคืออย่าถอดใจไปเสียก่อน มีความหวังอยู่เสมอ เท่านี้ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป หลายคนต้องการเห็นผลที่ชัดเจน ทันตา และรวดเร็ว พอไม่ได้ดั่งใจก็ท้อล้มเลิก แต่ฮาร์วาร์ดได้บอกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แล้ว

                หนทางในการนำไปสู่ความสำเร็จมีมากมาย บางคนลองทำแบบนี้แล้วได้ผล แต่บางคนทำแบบนี้แล้วกลับไม่ได้อะไรเลย เพราะความสำเร็จมันไม่มีสูตรที่ตายตัว ไม่สามารถจะรับประกันผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เดินไปบนทางเดียวกันใช่ว่าจะเจอปลายทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วเราควรนำประสบการณ์ของคนอื่นมาปรับให้เข้ากับชีวิตของเราให้เหมาะสม หาหนทางความสำเร็จที่เป็นสูตรของเราให้เจอ และแน่นอนความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

สองปีกของความฝัน เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ

เราทุกคนมีความฝัน แต่การที่จะไล่ตามความฝันนั้นไม่ใช่ใครทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ บางคนก็อาจจะหลงทางไปก่อนที่จะถึงฝัน หรือบางคนหมดเรี่ยวแรงก่อนที่จะได้ทำตามฝัน หนังสือเล่มนี้จะช่วยสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ ของการตามล่าหาความฝันของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือฝันว่าอะไร คุณสามารถทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้

                วินทร์ เลียววาริณ เจ้าของรางวัลซีไรต์ 2 สมัย ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เขียนเรื่องราวการต่อสู้ตามความฝันในหลาย ๆ รูปแบบ โดยแต่ละบทของหนังสือนั้น จะเป็นการเล่าเรื่องราวการต่อสู้ความฝันทั้งจาก นิยาย วรรณกรรม ภาพยนตร์ และเรื่องจริง ที่จะช่วยให้แง่คิดและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี และยังมีคำคมดี ๆ แทรกอยู่ในแต่ละบทพร้อมกับภาพประกอบในแต่ละบทที่ช่วยให้เห็นภาพที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารชัดเจนยิ่งขึ้น

                ความฝัน ใครก็ฝันได้ แต่จะมีสักกี่คนที่พยายามและตั้งใจทำให้มันสำเร็จ หลายคนท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ คอยแต่ดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้าเราไม่พยายามมากพอก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แต่ว่าการพยายามของเราก็ต้องพยายามแบบถูกที่ถูกทาง หากเราพยายามในหนทางที่ผิดความพยายามจะกลายเป็นดันทุรังและเหนื่อยเปล่าแน่ ๆ สิ่งสำคัญของการตามล่าหาความฝันคือ เราต้องรู้ตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร และการจะไปถึงฝันนั้นเรายังขาดอะไรบ้าง จุดอ่อนของเราคืออะไร และจุดแข็งของเราคืออะไร ต้องมองปัญหาที่มีให้ออก เพิ่มมิติของการมองให้กว้างมากขึ้น เราก็จะสามารถมองเห็นหนทางในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ เพื่อเดินทางตามความฝันของเรา

                ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายมิติของการมองมาจากนิทานจีนเรื่องหนึ่ง เป็นการสอนให้มองปัญหาแบบ กว้าง x ยาว x ลึก ไม่จำกัดกรอบความคิด เราสามารถที่จะฝันอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝันตามค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม อีกทั้งยังมีการเปรียบเทียบความฝันกับ ปีก ซึ่งสัตว์ปีกแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะปีกที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึงต้นทุนความฝันของแต่ละคน ซึ่งเราจะบินพาความฝันไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบปีกของเราเอง และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อหนังสือ “สองปีกของความฝัน” นั่นเอง

                สุดท้าย เราทุกคนมีสิทธิ์ฝัน ความฝันไม่เคยจำกัดสิทธิ์ใคร ไม่เกี่ยงอายุ หน้าตา หรือฐานะ ต่อให้จะมีคนไม่เชื่อในสิ่งที่คุณฝัน หันหลังให้คุณ แต่ขอให้คุณเชื่อมั่นใจตัวเอง อย่าหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นที่บั่นทอนความฝันของเรา และพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นว่าคุณสามารถยืนหยัดทำฝันของคุณได้ มันอาจจะใช้เวลา 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตก็ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าหากคุณทำมันสำเร็จ มันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ กับการที่ลงทุนฟันฝ่าจนทำสำเร็จได้ ขอเพียงแค่คุณไม่หยุดฝันเท่านั้นเอง

จริง ๆ แล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา เขียนโดย ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ

หนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาคู่มือหรือหนังสือที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานมากยิ่งขึ้นและสามารถเรียนรู้สังคมการทำงานอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ หรือแม้แต่คนที่ทำงานมานานแล้ว ย้ายงานมาหลายที่ แต่ยังรู้สึกว่าทำไมเรายังทำงานเข้ากับที่ทำงานไม่ได้สักที หรือคนที่มีปัญหากับหัวบ่อย ๆ หนังสือเล่มนี้สามารถช่วยคุณได้ เมื่ออ่านแล้วคุณจะเข้าใจเจ้านายของคุณว่าเขาต้องการอะไร และจะจัดการปัญหาที่เกิดได้อย่างไร หรือแม้แต่เจ้านายเองก็สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเข้าใจลูกน้องมากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

                ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ ผู้เขียน เป็นวิทยากรในการอบรม ผู้จัดการ หัวหน้า หรือผู้อำนวยการระดับต่าง ๆ ได้มองเห็นปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ของหัวหน้าและลูกน้องอยู่เสมอ ร้อยละ 97 เปอร์เซ็นต์ของลูกน้องไม่เข้าใจความต้องการของหัวหน้า ซึ่งผลเสียตามมาอีกหลายเรื่อง ผู้เขียนจึงได้สรุปความต้องการของหัวหน้าที่ส่วนใหญ่มักจะแสดงออกหรือบอกลูกน้องตรง ๆ มาในหนังสือเล่มนี้

ในปัจจุบัน ปัญหาการทำงานในองค์กรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น หลัก ๆ มาจากการไม่ยอมสื่อสารหรือพูดคุยกัน จนบางครั้งเกิดความไม่เข้าใจนี้นำไปสู่ผลงานที่ออกมา กระทบถึงการคงอยู่ของบริษัทเลยก็มี ทั้ง ๆ ที่ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่เกิดจนสะสม ยาวนาน ถูกละเลย จนวันหนึ่งมันทวีคูณไปจนถึงจุดแตกหัก เราจึงมักเห็นผู้คนวัยทำงานโพสระบายปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นเนื่อง ๆ ไม่ว่าจะในบล็อกยอดนิยมอย่างพันทิปหรือแม้กระทั่งบนพื้นที่โซเชียลของตนเอง เป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น เพราะไม่เคยมีใครมาทำความเข้าใจ หรือมีการศึกษาว่าแท้จริงแล้ว การทำงานนั้นต้องมีขั้นตอนหรือการแสดงออกที่ถูกต้องอย่างไร

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้แตกประเด็นออกมาให้อ่านเข้าใจง่าย และพูดถึงประเด็นหลัก ๆ อยู่ 4 ประเด็นคือ การสื่อสาร การวางตัว การดำเนินงาน และการพัฒนาความสามารถ ซึ่งแต่ละประเด็นได้แตกย่อยไปอีก ไม่ได้มีแค่การทำความเข้าใจกันของหัวหน้าและลูกน้องเท่านั้น แต่ยังมีการรู้จักตั้งรับบททดสอบต่าง ๆ มากมายในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกับเจ้านายเอง หรือเพื่อนร่วมงาน หรือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การจัดโต๊ะทำงาน ก็สามารถส่งผลต่อทัศนคติของหัวหน้าที่มีต่อคุณ และแต่ละบทก็จะมีบทสรุปของบท ๆ นั้นเป็นข้อความสั้น ๆ รัดกุมให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

การทำงานนอกจากเราจะต้องทำความเข้าใจกับงานแล้ว สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการทำงานกับผู้คน ไม่มีงานไหนที่เราจะหลีกเลี่ยงที่จะทำกับผู้คนได้ ซึ่งเป็นการทำงานที่ยากที่สุด จึงมีคำพูดที่ว่า “เหนื่อยจากงานไม่เท่าเหนื่อยจากคน” แต่ทว่า หากเราสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากคุณจะมีความสุขในการทำงานมากยิ่งขึ้น ก็ยังส่งผลต่อองค์กรของคุณเอง หากภายในองค์กรทั้งลูกน้องและเจ้านายมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเป้าหมายและทิศทางความคิดไปในทางเดียวกัน ก็จะช่วยทำให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ

อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เขียนโดย Ken Mogi แปลโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ในโลกปัจจุบันที่ชีวิตการทำงานแสนน่าเบื่อ ปัญหาการจราจรที่แสนจะติดขัด ใน 1 วันที่กว่าคุณจะตื่นขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านการกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกไปกี่รอบ อาหารเช้าที่ว่าจำเป็นและสำคัญถูกตัดทิ้งไปด้วยความรีบร้อน การออกกำลังกายที่คุณเคยวางแผนไว้กลับล่มไม่เป็นท่าเมื่อคุณต้องเลิกงานดึก กว่าจะเช็คข้อมูลบนโซเชียลเวลาก็ล่วงเลยไปเที่ยงคืนแล้ว ชีวิตต้องวนลูปแบบนี้ไปทุกวัน รอวันสิ้นเดือนที่จะนำเงินมาใช้จ่ายก้อนใหญ่ หลายคนถามตัวเองว่า เราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่คุณจะมีความสุขเสียที หนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณ

                อิคิไก เขียนโดยอาจารย์ เคน โมงิ  นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองชื่อดังของญี่ปุ่น ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่น อิคิไก หมายถึงความสุขและการดำเนินชีวิต ประกอบด้วยคำญี่ปุ่น 2 คำ คือ อิคิ แปลว่า มีชีวิต และ ไก แปลว่า เหตุผล ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นได้อย่างเข้มข้นและละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้จะได้เห็นมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีความพิถีพิถันและให้ความสำคัญต่อสิ่งเล็ก ๆ เสมอ และจะได้เห็นว่าแต่ละอาชีพล้วนมีศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนรู้เช่นกัน

                ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างผู้คนหลากหลายอาชีพที่มี อิคิไกในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านซูชิ ที่มีความสุขกับการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กรรมวิถีต่างๆที่จะทำให้เขาสามารถได้วัตถุดิบที่สดใหม่ตลอดเวลา หรือพ่อค้าขายปลาทูน่าที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปยังตลาดปลาค้นหาปลาที่สดใหม่อยู่เสมอซึ่งหายากมาก และถ้ารอเวลาเขาอาจจะพลาดปลาทูน่าที่ดีที่สุดไป ทำให้เขามีความกระตือรือร้นที่จะตื่นเช้า นี่ก็เป็นอิคิไกอีกรูปแบบหนึ่ง

                อิคิไกจะให้ความสำคัญกับการตื่นเช้า การไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อย และการรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การมีความสุขกับเรื่องธรรมดา ๆ มองเห็นคุณค่าในอาชีพ และสิ่งที่ตนเองมี ผู้เขียนยังได้ยกผลการเก็บสถิติผู้ที่ยึดหลักการอิคิไก กับผู้ที่ไม่ได้มีอิคิไกว่า ผู้ที่มีอิคิไกนั้น มีค่าเฉลี่ยอายุที่ยืนยาวกว่า มีความสุขในชีวิตมากกว่า และยังได้มีการเปรียบโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

                สุดท้าย หัวใจหลักของ อิคิไก นั้น คือการที่เรารู้จักมองเห็นคุณค่าของตัวเราเอง การยอมรับตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คนที่จะมีอิคิไกได้ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด รวยที่สุด หรือเก่งที่สุด อิคิไกไม่มีข้อกำจัดหรือขอบเขต เราทุกคนสามารถมีอิคิไกได้ ไม่ต้องทำสิ่งยิ่งใหญ่ แค่คุณมีสิ่งเล็ก ๆ ภายในใจ ที่ทำให้คุณกระตือรือร้นที่ใช้ชีวิต และมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ การตื่นเช้าของคุณคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแค่ตื่นเช้าชีวิตของคุณก็จะได้มีพลังและมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอีกมากมาย หาอิคิไกของคุณจากหนังสือเล่มนี้ดู บางทีมันอาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ได้

ขุนเขาเกาสมอง เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

ถ้าหากคุณเป็นแฟนตัวยงของหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาชีวิต และหนังสือทางด้านจิตวิทยาแล้วล่ะก็ น่าจะเคยได้ยินชื่อของ ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร มาบ้าง แม้กระทั่งตามร้านหนังสือชั้นนำ หนังสือของเขาก็ยังคงได้ Best Seller อยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว และเล่มนี้ก็เช่นกัน แต่ถ้าหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อน หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ ที่นำเสมอเรื่องราวอันซับซ้อนของสมองของคนเรา สอดแทรกไปกับหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์และหลักทางพุทธศาสนาได้อย่างกลมกล่อมและกลมกลืน

                เราทุกคนรู้จัก “สมอง” แน่ล่ะ สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของมนุษย์ สมองทำให้เรามีพัฒนาการมากกว่าสัตว์อื่น มีความรู้สึกนึกคิด มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ และยังทำให้คิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนโลกได้เลยทีเดียว แต่น่าแปลกไหมล่ะ ในเมื่อสมองมีความสำคัญและดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เคยเข้าใจมัน และน้อยคนนักที่จะมานั่งทำความรู้จักกับสมองจริง ๆ หนังสือเล่มนี้นี่เอง ที่จะไขข้อสงสัยหรือทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่คุณมองข้ามมันไป คุณจะรู้ว่าสมองของเรามีผลต่อชีวิตมากแค่ไหน และจริง ๆ แล้วความสุขที่ทุกคนตามหามันอยู่ไม่ไกลเลย

“ความสุขอยู่ที่สมองของคุณ”

                คนเรามักจะเอาความสุขไปผูกติดไว้กับสิ่งของหรือความสัมพันธ์ และมักจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เรามีความสุข แต่เคยสงสัยไหมว่า สิ่งของบางอย่าง หรือความสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ เมื่อได้มาแล้วกลับไม่มีความสุขแบบที่คิดไว้ หรือบางคนซื้อหวยทุกเดือนและเฝ้าบอกตัวเองว่าถ้าถูกหวยรางวัลที่ 1 เขาคงจะได้มีความสุขเสียที แต่ว่าเราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน จริง ๆ แล้วไม่ต้องรอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1 เราก็มีความสุขได้ เพียงแค่เราเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของเราให้ดีเท่านั้น

ความสุขทั้งหมดสมองของคนเราเป็นคนปรุงแต่งและสร้างมันขึ้นมาเอง เราสร้างเงื่อนไขให้กับความสุข ตามสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ วัฒนธรรม และยังคงยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข และเมื่อยึดติดมาก ๆ สุดท้ายมันกลายเป็นความทุกข์แทน ทุกข์มากขึ้นเมื่อผู้คนไม่ยอมรับไม่ยอมทำความเข้าใจกับความทุกข์นั้น หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์เป็นเรื่องปกติที่ติดตัวมนุษย์ทุกคน ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ทุกข์ เพียงแค่เรารู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันสมองของเราและจัดการมันอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ทุกข์นั้นสั้นลงและมีความสุขได้ง่ายและยาวนานขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนได้อธิบายส่วนประกอบของสมองทางด้านความรู้สึกไว้อย่างชัดเจน และยังนำมาเปรียบเปรยกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วย เรียกได้ว่า ใช้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเชื่อผสมผสานกันอย่างดี ภายในหนังสือจะมีการทดสอบทางจิตวิทยาเล็ก ๆ ขั้นระหว่างบททุกบท เพิ่มความน่าสนใจและความสนุกให้หนังสือมากขึ้น หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ นอกจากคุณจะเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นแล้ว แน่นอน สิ่งสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ความสุขในชีวิตของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“กล้าที่จะถูกเกลียด” เขียนโดย คิชิมิ อิชิโร, โคะโกะ ฟุมิทะเกะ

ถ้าใครกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายสังคมแห่งการทำงาน สังคมรอบข้าง เพื่อนฝูง ครอบครัว หรือกำลังโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ละก็ หนังสือที่จะแนะนำให้อ่านก็คงจะหนีไม่พ้นหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

แค่อ่านชื่อหนังสือก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากแค่ไหน ต้องชื่นชมนักแปล โยซุเกะ และนิพดา เขียวอุไร ที่ตั้งชื่อภาษาไทยได้น่าสนใจขนาดนี้ จากฝีมือนักเขียนญี่ปุ่น 2 คน ชิมิ อิชิโร และโคะโกะ ฟุมิทะเกะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิธีคิดในการพัฒนาตนเองทางด้านจิตวิทยา จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็น Best Seller ในร้านหนังสือเลยทีเดียว

หากจะพูดถึงหลักจิตวิทยาหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าหลักจิตวิทยามีหลายแขนงหลายศาสตร์มาก จิตวิทยาบางแขนงก็เป็นที่ยอมรับและนิยมในวงกว้าง แต่บางแขนงก็น้อยคนนักที่จะรู้จัก หนังสือเล่มนี้ได้หยิบเรื่องราว หลักจิตวิทยาแอดเลอร์ ของ อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) นักจิตวิทยาผู้ถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการพัฒนาตนเอง” มาถ่ายทอดในรูปแบบของชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อและไม่เข้าใจจิตวิทยาของแอดเลอร์จึงเดินทางมาสอบถามข้อเท็จจริงกับ “อาจารย์” นักปรัชญาที่เชี่ยวชาญศาสตร์นี้ ซึ่งหลักจิตวิทยานี้เป็นจิตวิทยาแนวปัจเจกบุคคล ที่สอนให้คนรู้จักพึ่งพาตนเอง รู้เท่าทันความคิดของตนเอง และสามารถแยกแยะเรื่องราวของตนเองและผู้อื่นได้

ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวในเชิงบทสนทนาระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่ง กับนักปรัชญา โดยจะมีการตั้งประเด็นมาถกเถียง หาข้อโต้แย้งกัน ซึ่งทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจและเป็นการเสนอมุมมองของจิตวิทยาที่ไม่น่าเบื่อ แถมยังมีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทำให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่คงเนื้อหาและใจความสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยจะพูดถึงชีวิตของคนเราที่เรามักจะไม่พัฒนาไปไกลและทุกข์ใจเพราะการยอมคนอื่น การเอาอกเอาใจผู้อื่น มองแต่ชีวิตผู้อื่น การยอมโดนเอารัดเอาเปรียบ แต่สุดท้ายความอึดอัดใจกลับมาตกอยู่ที่ตัวเราเอง มันสะท้อนถึงสังคมการทำงาน สังคมเพื่อนฝูง และแม้แต่สังคมเล็ก ๆ อย่างสังคมครอบครัว ปรัชญาของแอดเลอร์จะบอกให้เราเลือกที่จะหันมาดูแลความรู้สึกของตนเองก่อน เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลมากขึ้น และแน่นอนหลายครั้งการทำแบบนี้สิ่งที่อาจจะต้องแลกมา คือความอิจฉาริษยาของคนรอบข้าง ความไม่พอใจ ไม่ถูกใจใคร จึงตอบที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นหลักการทางความคิดที่สุดโต่งไปหรือเปล่า แต่แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้กำลังสอนให้เรารักตัวเอง มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่ไม่ใช่เห็นแก่ตัวหรือเบียดเบียนคนอื่น และที่สำคัญคือการที่เราไม่ยอมให้ผู้อื่นเบียดเบียนเรา หากจะเทียบกับสุภาษิตไทยที่เราคุ้นหูกันก็คือ “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” นั่นเอง

หากลองอ่านดู จะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้น่ากลัวแบบชื่อหนังสือเลย และแน่นอนการยอมถูกเกลียดจากคนที่ทำไม่ดีกับกับเราก็ไม่ใช่เรื่องแย่สักเท่าไหร่

What Money Can’t Buy : The Moral Limits of Markets เงินไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อความเป็นเสรีนิยมเติบโตในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางครั้งออกจะเกินเลยไปหน่อยเมื่อใช้เรื่องของคุณธรรม-จริยธรรมมาตัดสิน ในหนังสือ What Money Can’t Buy หรือ เงินไม่ใช่พระเจ้า ที่เขียนโดย Michael J. Sandel ศาสตราจารย์และนักเศรษฐศาสตร์ปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมมาชี้ให้เราเห็นพลังอำนาจแห่งเงินที่แทรกซึมอยู่ในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นพื้นที่ “ตลาด” ที่สร้างผลกำไรให้กับคนบางกลุ่มซึ่งในบางครั้งเราอาจไม่ได้สังเกตุหรือรู้ตัวความล้นเกินของการตลาดที่ในบางครั้งก็หลอกเราว่าเป็นเรื่องปกติและยุติธรรม

ในหนังสือเล่มนี้จะนำตัวอย่างของ ”ตลาด” ที่เกิดขึ้นจริงและอธิบายความมากเกินไปจนล้ำเส้นของของจริยธรรมไป ซึ่งแต่ละตัวอย่างก็จะถูกแบ่งออกเป็นบท ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและไม่สับสน แซนเดิล ผู้เขียน ให้ภาพของคำว่า “ตลาด” แก่ผู้อ่านอย่างเราได้กว้างมากขึ้น จนเราอ่านแล้วยังต้องตกใจที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นในโลกของความจริง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่โฆษณาที่สามารถทำเงินให้กับเจ้าของพื้นที่นั้นโดยที่คนคนนั้นไม่ต้องทำอะไรมากเลย แต่พื้นที่โฆษณานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนป้ายบิลบอร์ด บนรถเมล์ หรือรถไฟฟ้าเท่านั้น เพราะบทหนึ่งในหนังสือได้ยกตัวอย่างของบุคคลคนหนึ่งที่นำหน้าผากของตนเองมาเป็นพื้นที่โฆษณา และก็ได้สร้างเงินไปแล้วเกือบแปดร้อยเหรียญสหรัฐ หรือ บทหนึ่งที่กล่าวถึงการให้สิทธิในการยิงแรดดำซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์แล้ว แลกกับเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งมันช่างขัดกับการพยายามรณรงค์ของพวกองค์กรอนุรักษ์สัตว์เป็นอย่างมาก หรือแม้แต่การจ้างเด็กให้อ่านหนังสือด้วยเงินสองเหรียญสหรัฐ  ผู้เขียนยังทิ้งคำถามให้เราได้คิดอีกว่า เราอยากจะอยู่ในโลกที่เงินซื้อทุกอย่างได้จริง ๆ นะหรือ?

ฟัง ๆ ดูแล้วทำให้นึกถึงข้อแลกเปลี่ยนของเราเองในตอนเด็ก ๆ กับพ่อแม่ที่เราจะช่วยพวกเขาทำงานบ้านโดยที่เขาจะต้องจ่ายเงินให้เป็นการตอบแทนเลยเหมือนกันนะเนี่ย ความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำสิ่งต่าง ๆ ให้กันด้วยน้ำจิตน้ำใจและความรักมันเลือนหายไปเมื่อเราสร้างตลาดขึ้นมาแทนที่ภายในบ้านเสียอย่างนั้น  หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของไมเคิล แซนเดิล มุมมองและทรรศนะทางเศรษฐศาสตร์ของเราจะเปิดกว้างขึ้นมาก เรามองเห็นว่าในโลกแห่งทุนนิยมเสรีที่ยกถือเงินเหนือสิ่งอื่นใดนี้ อาจถึงเวลาแล้วที่เราอย่างน้อยคนหนึ่งคงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติเช่นนี้ เพราะโลกที่ทุกอย่างซื้อได้คงจะไม่ใช่โลกที่น่าอยู่อีกต่อไปแน่ ๆ

 

แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้ เขียนโดย คิมรันโด

หากถามเด็ก ๆ ว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร เกินกว่า 80-90% ต้องตอบเป็นอาชีพอย่างแน่นอน นั่นเพราะปัจจุบันนี้คนเราจะผูกความสำเร็จในชีวิตไว้กับงาน และงานก็เป็นมากกว่าอาชีพไปเสียแล้วเพราะงานยังหมายถึงคุณค่าในตัวของคนคนนั้นอีกด้วย คนที่มีหน้าที่การงานที่ได้รับการยอมรับในสังคมจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ตรงกันข้าม คนที่กำลังตกงานต้องพยายามดิ้นรนหางานเพื่อให้ตนเองพ้นสภาพการว่างงานโดยเร็วเพราะนอกจากจะขาดรายได้แล้ว ยังรู้สึกว่าตนเองด้อยคุณค่าและยังถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพในสังคมอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่กำลังก้าวจากวัยเรียนเข้าสู่วัยทำงานจะกังวลเรื่องหน้าที่การงานของตัวเองในอนาคตหลังจบไป หากคุณหรือคนรอบข้างคุณกำลังเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ ขอให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูและคุณอาจมองเห็นอะไรบางอย่าง

สำหรับบางอาชีพที่คุณคิดว่าคุณคงไม่ชอบ แต่แท้ที่จริงแล้วคุณอาจไม่ได้ไม่ชอบแต่คุณยังไม่รู้จักมันดีจริง ๆ ต่างหาก ในหนังสือ “แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้” เขียนโดย คิมรันโด ผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือเรื่อง “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ที่ติดอันดับหนังสือขายดีทั้งในประเทศเกาหลีใต้ประเทศไทย จะเปิดโลกทัศน์ของคุณเกี่ยวกับงาน

“งาน” แท้ที่จริงแล้วคืออะไรกันแน่ แล้วคุณสามารถมีความสุขกับงานของคุณได้หรือไม่ ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวแบ่งปัน และสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวที่ทำงานด้วยความรักเสมือนเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขา บางอาชีพคุณอาจรู้เกี่ยวกับมันแต่อาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับมัน และบางอาชีพในบทสัมภาษณ์คุณอาจไม่เคยนึกถึงว่ามีบนโลกมาก่อนเลยก็ได้ คุณจะได้ฟังทัศนะคติและมุมมองต่องานต่าง ๆ จากคนหนุ่มสาวที่ทำอาชีพนั้น ๆ  ซึ่งคุณอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ สำหรับอาชีพในอนาคต หรืออาจค้นพบตนเองมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกคุณถึงการเลือกงานที่เหมาะกับเรา การเก็บเงิน การจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจพบเจอในการทำงาน เช่น ความเครียด เวลา เรียนรู้เรื่องของกระแสโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป เทคโนโลยี และงานรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หรือแม้แต่แนะนำเว็บไซต์หางาน ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้และปรับตัวได้ คุณจะรู้สึกเหนื่อยน้อยลง และก้าวหน้าได้มากขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือสร้างแรงบันดาลใจเสียอีก เพราะยังเป็นหนังสือแนะนำทิศทางสำหรับคนหนุ่มสาวที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จึงเหมาะกับคนที่กำลังหมดไฟ ท้อแท้ นักเรียน-นักศึกษาที่กังวลในอนาคตของตนเอง เป็นอีกเล่มที่อยากให้อ่านมาก เพราะหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณจะมองการทำงานเปลี่ยนไป

 

“ฝึกพูดอังกฤษได้คล่องโดยไม่ต้องเรียนแกรมม่าร์” หนังสือที่จะทำให้คุณกล้าพูดอังกฤษ

ทุกวันนี้มีคนไทยอยู่จำนวนไม่น้อยเลย ที่กลัวการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หนังสือเล่มนี้ได้ยกคำพูดของคนไทยหลาย ๆ คน ผ่านความคิดกับสิ่งที่เขาติดในการพูดภาษาอังกฤษ ทั้งเป็นปัญหาแค่กับตัวเอง กับจากผู้อื่นอย่างเช่น กลัวโดนเพื่อนล้อ โดยที่ไม่ได้มองมุมอื่น ว่าถ้ากล้าพูดออกมาแล้วมันจะเกิดผลดีอะไรต่อชีวิตบ้าง

Mind English สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้ของนักภาษาศาสตร์ระดับโลก Stephen Krashen ผสมผสานกับแนวทางแบบ Callen Method จึงได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้คนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ มีความกล้ามากขึ้น โดยที่ในเล่มไม่ได้เน้นท่องคำศัพท์อังกฤษให้อ่าน อย่างที่หลายคนกำลังคิดแต่อย่างใด หากแต่เป็นการบอกวิธีแต่ละอย่าง ที่ช่วยคนที่กลัวการพูดได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะใช้คำพูดได้น่าสนใจ ไม่งง เข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน โดยที่แต่ละหน้าจะมีการเน้นคำได้น่าสนใจแตกต่างกัน และยังทำให้อ่านแล้วไม่ง่วงอีกต่างหาก

เขาบอกเราตั้งแต่ “หัวใจของการพัฒนาภาษาอังกฤษ” ที่หลายคนอาจคิดว่าแค่ว่า คุยกับฝรั่งเยอะ ๆ หรือดูหนังบ่อย ๆ แค่นั้นก็ได้แล้ว แต่คุณแน่ใจเหรอว่าคุณจะไม่เบื่อไปซะก่อน แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไม่เบื่อ ถ้าคุณแค่ “อยาก” แค่นี้พอหรือไม่? ในส่วนนี้ผู้เขียนจะยกคำพูดให้เราได้ค้นหาคำตอบของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะเปิดไปบทถัดไป รวมถึงจะมีการบอกเทคนิคสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด ซึ่งเป็นเทคนิคที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกเขาใช้กัน เพื่อที่จะทำให้ตัวเองก้าวหน้า และเดินหน้าต่อไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม

คุณคิดว่าการเรียนรู้แบบเด็ก ๆ นั้นได้ผลไหม? ลองนึกเวลาตอนคุณเป็นเด็กสิ ว่าคุณทำอย่างไรเวลาจะจดจำอะไรสักอย่าง ในเล่มนี้จะบอกวิธีย้อนวัยความทรงจำตอนเป็นเด็กให้คุณเอง เผื่อคนไหนจำไม่ได้ การจำแบบเด็ก ๆ นี้สามารถนำมาใช้ได้กับภาษาอังกฤษเช่นกัน ไม่ว่าจะจำสำเนียง ที่โดยปกติแล้วจะมีทั้งสำเนียงอังกฤษ และอเมริกัน เวลาอยู่เมืองไทย คนไทยมักพูดแบบอเมริกันมากกว่า เราเลยคุ้นเคย พอจะไปฟังสำเนียงอื่นดันไม่รู้เรื่องซะงั้น ทั้งที่เป็นคำเดียวกัน แต่บอกได้เลยว่าคนหลายคนอยากที่จะ ฝึกสำเนียงอังกฤษ เพราะมันทั้งดูดีและน่าฟัง ถึงแม้จะฟังยากไปหน่อยก็ตามเถอะ

แต่การที่จะพูดได้จริงนั้น ทุกคนเห็นว่าการศึกษาของไทยจะสอนไปที่การเน้นแกรมม่าร์เป็นหลัก รวมทั้งการเขียนเป็นคำคำ และจำเป็นประโยคเพื่อสอบด้วย จากนั้นก็จะลืมกันไป เพราะสิ่งที่ทำแล้วน่าเบื่อ สมองจะขจัดสิ่งนั้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อไม่จำเป็น ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ถ้ามองตามความเป็นจริง เด็กโรงเรียนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้คล่องมีไม่ถึง 5% ในโรงเรียนด้วยซ้ำ บางคนก็เขียนได้อย่างเดียว แต่พูดไม่ค่อยได้ เพราะคุณรู้ไหมจริง ๆ แล้ว สภาพแวดล้อมนั้นสำคัญมาก ในหนังสือเล่มนี้มีช่วงหนึ่งที่บอกว่า “พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษมากที่สุด” นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของทักษะนี้

ทาง Mind English ได้เตรียมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ สำหรับฝึกภาษาอังกฤษไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วในเล่มอีกด้วย รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากไฟล์ MP3 ที่เพียงทำตามขั้นตอนในหนังสือ ก็จะได้มาฝึกฟังกันง่าย ๆ แล้ว และที่ด้านหลังหนังสือยังมีหน้าว่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้จดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกด้วย เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตการพูดภาษาอังกฤษจากคนที่กลัวมาก ๆ ให้กลายเป็นคนที่กล้าพูดได้เลยทีเดียว เพราะ “การเรียนภาษาที่ดี คือการใช้มันให้สนุก” นั่นเอง