Category Archives: กีฬา

พรสวรรค์ที่มาพร้อมกับพรแสวง ลิโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลหมายเลข 1

ในทุกวงการกีฬาย่อมต้องมีเบอร์ 1 กันทั้งนั้น ฟุตบอลก็เป็นเช่นนั้น หากจะให้พูดถึงนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกคงจะต้องมีเสียงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างแน่นอนด้วยเพราะในตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้นมีนักเตะ 2 คน ที่อยู่ในข่ายจะต้องมานั่งถกเถียงกันว่าใครเจ๋งกว่า ใครควรจะเป็นหมายเลขหนี่ง นั่นก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยพรสวรรค์และเรื่องราวในวัยเด็กของชายคนนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์พอ ๆ กับฝีเท้าของเขา จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้เราอยากไปทำความรู้จักกับผู้ชายที่ชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่ ให้มากขึ้น

ความสำเร็จที่คู่ควรกับหมายเลข 1 คิง เลโอ

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success คือ คำตอบที่เมสซี่ใช้ตอบสื่อเมื่อถูกถามว่าคุณทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักเตะอาชีพ ซึ่งแปลได้ว่า “ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน” Lionel Andres Messi Cuccittini เป็นชาวอาร์เจนไตน์ เกิดเมื่อ 24 มิถุนายน 1987 เค้าเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรนิวเวลส์โอลด์บอยส์ในอาร์เจนตินาด้วยวัยเพียง 7 ขวบเท่านั้น และความมหัศจรรย์บนโลกลูกหนังก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่นั่นเอง เมสซี่ในวัยเด็กเริ่มต้นอาชีพกับทีมในบ้านเกิดด้วยการกดไปเกือบ 500 ประตูตลอดเวลาที่ลงเล่นเพียงไม่กี่ปี จนได้ฉายาว่า The Machine of 87 หรือ เครื่องจักรแห่งปี 87 ก่อนจะถูกสโมสรบาร์เซโลนาเซ็นสัญญามาร่วมทีมในวัย 13 ปี และโดดเด่นจนลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาด้วยอายุเพียง 18 ปี และกลายเป็นตำนานของทีมเช่นในทุกวันนี้

ความสำเร็จมากมายบนเส้นทางนักฟุตบอลของเมสซี่เป็นเครื่องการันตีความเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งรางวัลเฉพาะบุคคล เช่น ฟีฟ่าบัลลงดอร์ 5 สมัย, นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป 2 สมัย และรองเท้าทองคำ ยุโรป 4 สมัย เป็นต้น ในสโมสรเองก็สามารถกวาดแชมป์ลาลีกาได้ถึง 10 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 4 สมัย และแชมป์รายการอื่นอีกมากมาย แต่น่าเสียดายไม่น้อยที่ในนามทีมชาติแล้วเมสซี่ยังไม่สามารถพาทีมชาติอาร์เจนตินาประสบความสำเร็จในรายการสำคัญได้เลย

เรื่องเหลือเชื่อของชายผู้มหัศจรรย์ก่อนจะมาเป็นตำนาน

อันที่จริงแล้ว เมสซี่ควรต้องสิ้นสุดอาชีพนักฟุตบอลไว้เมื่อายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้น ด้วยเพราะเขาถูกพบว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตตามวัย หรือโรคเด็กเตี้ย ซึ่งจะทำให้เขามีรูปร่างเหมือนเด็กไม่สามารถเล่นฟุตบอลอาชีพได้ โดยความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเพียง 1 ใน 20 ล้านคนเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ ด้วยครอบครัวที่คอยสนับสนุนเขาจึงได้ส่งเทปการเล่นฟุตบอลของเมสซี่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อันเหลือเชื่อไปยังบาร์เซโลนา จนได้รับเชิญให้เข้าทดสอบฝีเท้า และท้ายที่สุดก็จบลงที่การทำสัญญาเป็นนักเตะของสโมสร ด้วยเงื่อนไขที่บาร์เซโลนาจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดถ้าเขายอมย้ายไปอยู่ที่สเปน ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หากไม่มีบาร์เซโลนาเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก เมสซีก็อาจไม่ได้เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกเช่นทุกวันนี้

เมสซี่ คือตัวอย่างที่ดีของนักกีฬาที่ต้องการประสบความสำเร็จ นักเตะที่มีพรสวรรค์ หากถูกขัดเกลาอย่างเหมาะสม บวกกับพรแสวงในการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ย่อมพาบุคคลนั้นไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ ประโยคที่เมสซี่กล่าวว่า ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน จึงเป็นจริงทุกประการ

ฟุตบอลไทย ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบศตวรรษ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเรามีกีฬาประจำชาติ คือ มวยไทย และตะกร้อ แต่ด้วยลักษณะนิสัยของคนไทยที่สามารถเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่าย จึงทำกีฬาที่มีความเป็นสากลอีกหลายประเภทได้รับความนิยมไปด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นก็คือกีฬาฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากคนไทยทุกเพศ ทุกวัย และความใฝ่ฝันที่แฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศต้องการให้เกิดขึ้นมาโดยตลอดคือการได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปโลดแล่นอยู่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลก

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ คณะฟุตบอลสยามจึงได้ถือกำเนิด

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ ณ ประเทศอังกฤษเพื่อนำวิชาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทย โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นคนแรกภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็ว่าเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะภูมิอากาศของไทยที่ค่อนข้างร้อน และอีกหลายฝ่ายที่เห็นว่าเป็นการแข่งขันที่อันตรายต่อผู้เล่นมากเกินไป ในยุคสมัยแรกนี้กีฬาฟุตบอลจึงยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

ฟุตบอลไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความสนพระทัยในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งได้ตราข้อบังคับของสมาคมฯ ภายใต้โครงสร้างการบริหารสมาคมโดยคณะสภากรรมการ และในปีเดียวกันนั้นเองประเทศไทยก็ได้ถือกำเนิดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่ (ถ้วยพระราชทานประเภท ก) และฟุตบอลถ้วยน้อย (ถ้วยพระราชทานประเภท ข) ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 เมื่อประเทศสยามได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาจนถึงทุกวันนี้

บอลไทยก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว…ฟุตบอลโลก

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะฟุตบอลสยามสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ตามหนังสือเชิญของ จูล ริเมท์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น ซึ่งเป็นชาติแรกในทวีปเอเชียที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA และนับเป็นลำดับที่ 37 ของโลก อันถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญของฟุตบอลไทยในเวทีสากล

จากวันที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA นับเป็นเวลากว่า 90 ปี แม้ว่ามาตรฐานฟุตบอลไทยในปัจจุบันจะยังไม่ใกล้เคียงกับการได้เข้าไปสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก โดยเมื่อต้นปี 2019 ทีมชาติไทยอยู่ในอันดับ 115 ของโลก แต่ชาวไทยก็ยังคงสนุก และมีความสุขที่ได้ลุ้นได้เชียร์ทีมชาติไทยอยู่เสมอ ดังนั้น เป้าหมายร่วมกันของสมาคมฯ นักฟุตบอล และกองเชียร์ชาวไทย ที่จะได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปวาดแข้งในฟุตบอลโลก ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนให้วงการฟุตบอลไทยจะยังคงเดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในเร็ววัน และหากวันนั้นมาถึงประเทศไทยคงตลบอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความสุขที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

กำเนิดกีฬาฟุตบอล…วัฒนธรรมการละเล่นจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของผู้คนทั่วโลกจากจำนวนประชากรกว่า 260 ล้านคนที่หลงรักกีฬาประเภทนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดในการจัดอันดับให้กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬามหาชนอันดับ 1 กีฬาที่ใช้เท้าเป็นอวัยวะหลักในการเล่นตามชื่อของมัน แบ่งข้างผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายเพื่อแย่งกันครอบครองลูกบอลที่มีเพียงหนึ่งเดียว และเป้าหมายคือการยิงประตูฝ่ายตรงข้ามเพื่อชัยชนะภายในเวลา 90 นาที ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกติกาการเล่นพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้ที่ใคร ๆ ก็คงทราบกันดี หากแต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ากีฬาฟุตบอลมีประวัติที่ยาวนานมากเพียงใด

ความรุ่งเรืองของกีฬาฟุตบอลที่พิสูจน์ได้ทางประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นที่คาดการณ์ว่ากีฬาฟุตบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีนบนแผ่นดินราชวงศ์ฮั่น ในชื่อ ซือ-ชู (Tsu-Chu) ซึ่งเป็นการแข่งเตะลูกบอลกลมที่ทำจากหนังสัตว์ แม้บางประเทศในยุโรปจะมีการละเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาฟุตบอลและเป็นข้อโต้แย้งถึงประเทศผู้ถือกำเนิดกีฬาฟุตบอลอย่างประเทศฝรั่งเศสที่มีการละเล่น ซูเลอ (Soule) และประเทศอิตาลีที่มี จิโค เดล กัลโช (Gioco Del Calcio) แต่ทาง FIFA ก็ได้ยืนยันว่า ซือ-ชู คือ ต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล

ทั้งนี้ ยังคงมีบางทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับกำเนิดของกีฬาฟุตบอล จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกีฬา เชื่อว่ากีฬาในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่เล่นโดยใช้ลูกบอล แท้จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา เพราะหากย้อนไปก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา จะพบว่าคนพื้นถิ่นในทวีปอเมริกามีวัฒนธรรมนิยมการละเล่นที่ต้องใช้ลูกบอลที่ทำมาจากยางไม้ซึ่งมีน้ำหนักมาก ชาวมายา, เตโอติฮัวคานอส และแอสเท็กซ์ นิยมการละเล่นชนิดนี้มาแล้วเกือบ 3,000 ปี โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป

ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่ เอกลักษณ์ของกีฬาลูกหนัง

แม้ประวัติความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลจะมีมาอย่างยาวนานแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดกำเนิดฟุตบอลที่มีเพียงการเล่นเป็นทีม เน้นการใช้เท้าเตะลูกบอลกลม ๆ แต่ก็ยังสามารถใช้อวัยวะส่วนอื่นของร่างกายเข้ามาเป็นตัวช่วยได้โดยไม่ผิดกติกา รวมถึงความรุนแรงในการเข้าปะทะที่ไม่มีลิมิตจนบางทีก็เหมือนละเล่นที่เน้นหนักกับการปะทะและการตะลุมบอน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอย่างมาก

ดังนั้น หากจะพูดถึงถิ่นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่อย่างที่พวกเราทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้ ซึ่งมีรูปแบบ และกติกาการแข่งขันที่ชัดเจน ก็คงต้องยกให้ประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอลสมัยใหม่ไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ระบุได้ว่าประเทศอังกฤษ คือประเทศแรกที่ก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association) หรือ FA ขึ้นในปี พ.ศ. 2406 โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษนี่แหละที่ได้ออกกฎการเล่นฟุตบอลที่เป็นมาตรฐานรวมถึงการออกกฎข้อสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของกีฬาฟุตบอล คือการห้ามใช้มือพาบอล นั่นจึงเป็นที่มาของกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอันเป็นที่คลั่งไคล้ของคนทั้งโลก

VAR เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานคำตัดสินในกีฬาฟุตบอล

Video assistant referee หรือ VAR คือ เทคโนโลยีภาพช้าที่ถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยให้กรรมการผู้ตัดสินในเกมกีฬาสามารถตัดสินได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น สามารถลดข้อผิดพลาดของคำตัดสินในจังหวะสำคัญของเกมกีฬาจนเกือบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้  ในแวดวงบาสเกตบอล NBA หรือกีฬาคนชนคนอย่างอเมริกันฟุตบอล NFL รวมถึงกีฬาเทนนิสในรายการใหญ่ ได้นำ VAR เข้ามาเป็นตัวช่วยของกรรมการอยู่นานแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่า VAR สามารถช่วยให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น นักกีฬาและแฟนกีฬาเองก็พึงพอใจกับผลการแข่งขันที่มีความเที่ยงตรงมากขึ้น แต่สำหรับฟุตบอล VAR ถือว่าเป็นของใหม่ เปรียบเหมือนเด็กหัดเดินที่ต้องมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง วันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จัก VAR ในโลกของฟุตบอลให้มากยิ่งขึ้น

ความถูกต้องของคำตัดสินที่อาจแลกมาด้วยเกมที่น่าเบื่อ

VAR เริ่มทดลองใช้ครั้งแรกในเกมลูกหนังเมืองมะกันเมื่อปี 2016 ในการแข่งขันของทีมสำรองในเมเจอร์ลีก และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากรายการฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชันส์คัพ 2017 ด้วยระบบการทำงานที่ใช้การบันทึกวิดีโอการแข่งขันตลอดทั้งเกม โดยจะถูกติดตั้งไว้ตามจุดที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นบริเวณกรอบเขตโทษ เพื่อช่วยตรวจสอบการล้ำหน้า การทำฟาวล์ หรือการตบตาต่าง ๆ และกรรมการจะใช้ VAR ช่วยตัดสินได้เฉพาะกรณีจำเป็นใน 4 ลักษณะ คือ

1.การตัดสินให้หรือไม่ให้เป็นประตู หากมีกรณีไม่แน่ใจว่ามีการทำมีการฟาวล์กันก่อน ล้ำหน้าหรือไม่ ลูกบอลข้ามเส้นแล้วหรือยัง

2.การให้หรือไม่ให้จุดโทษ ในกรณีที่ต้องดูความชัดเจนของตำแหน่งที่มีการทำฟาวล์ หรือการตบตาผู้ตัดสินเพื่อเรียกจุดโทษ

3.การแจกใบแดงโดยตรง ในกรณีที่ทำฟาวล์อย่างรุนแรง หรือทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง

4.ป้องกันการให้ใบเหลืองหรือใบแดงผิดคน

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA มีความพยายามอย่างสูงที่จะใช้ VAR เป็นส่วนหนึ่งในกีฬาฟุตบอลเพื่อแบ่งเบาภาระและเพิ่มมาตรฐานให้แก่ผู้ตัดสิน แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ ข้อ ที่ทำให้ VAR มักถูกตั้งกำแพงทั้งจากนักฟุตบอล ผู้จัดการทีม หรือแม้แต่กองเชียร์ เพราะด้วยความสนุกของเกมที่ต้องเล่นกันนานถึง 90 นาที จะมีก็แต่เพียงพักครึ่งเวลา และช่วงเวลาที่มีการทำฟาวล์หนัก ๆ จนต้องมีการปฐมพยาบาลเท่านั้นถึงจะมีการหยุดเกม แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่ง VAR เป็นที่ยอมรับก็เพราะกีฬาเหล่านั้นมักจะมีการหยุดเวลาระหว่างเกมเป็นปกติอยู่แล้ว นั่นจึงเป็นข้อกังขาที่ว่าหากนำ VAR มาใช้กับฟุตบอล มนต์เสน่ห์ของกีฬาลูกหนังก็อาจถูกทำลายลง

พิสูจน์ได้!! VAR มาตรฐานที่ยกระดับเกมลูกหนัง

ด้วยความพยายามของ FIFA ทำให้ในปัจจุบัน VAR เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยการตัดสินที่มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นแทบจะ 100% การใช้ VAR ในการแข่งขันจริงที่ไม่ได้มีจังหวะเป่าหยุดเกมบ่อยครั้งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ความไหลลื่นของเกมไม่เสียไป  แต่กลับได้คำตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมมากขึ้น เหล่านี้จึงทำให้ VAR เติบโตขึ้นในวงการลูกหนัง

ลีกฟุตบอลชั้นนำของยุโรปทั้ง ลาลีกา สเปน, กัลโซ เซเรียอา อิตาลี และบุนเดสลีกา เยอรมัน ต่างใช้ระบบ VAR อย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในฤดูกาล 2019/2020 ลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็จะเริ่มใช้ VAR อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่น่าจับตามองถึงความเปลี่ยนแปลงไปอีกก้าวในโลกลูกหนัง

ลีกยุโรปเชียร์สนุก ลุ้นได้ทั้งปีไม่มีเบรก

เป็นที่ยอมรับว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกที่ดีที่สุดคงตกยกให้ลีกทวีปยุโรป ทั้งลาลีกา สเปน, กัลป์โซ เซเรียอา อิตาลี, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส และบุนเดสลีกา เยอรมัน คือ ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป หรือจะบอกว่าใหญ่สุดบนโลกใบนี้ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสด หรือติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับลีกใหญ่ทั้ง 5 ได้จากสื่อทุกช่องทาง นั่นจึงทำให้ทวีปยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจลีกลูกหนังไปโดยปริยาย นอกจากความยิ่งใหญ่ของลีกการแข่งขันแล้ว การซื้อขายนักเตะของทีมในลีกเหล่านี้ก็กินขาดทีมจากทวีปอื่นเช่นกัน

ตลาดนักเตะแพงโหด… แฟนบอลลุ้นจนตัวโก่ง

                หลังจากการแข่งขันที่ขับเคี่ยวตลอดเวลา 9 เดือนผ่านพ้นไป ลีกในทวีปยุโรปต่างทยอยปิดม่านฤดูกาล 2018/2019 ซึ่งนั่นจะทำให้แฟนบอลไม่ได้ชมการแข่งขันบนพื้นหญ้าประมาณ 3 เดือน แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนุกตื่นเต้นของฟุตบอลยุโรปลดน้อยลงไปได้เลย ในทางกลับกันช่วงเวลาปิดฤดูกาลคือช่วงเวลาที่แฟนบอลแต่ละสโมสรจะคอยลุ้น คอยติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่าทีมรักจะซื้อนักเตะรายใดเข้ามาเสริม เพื่อยกระดับทีมไปท้าชิงความสำเร็จในฤดูกาล 2019/2020

                การแข่งขันของทีมฟุตบอลถูกเปลี่ยนจากฟลอหญ้าไปสู่การแข่งขันในตลาดนักเตะแทน ในทุก ๆ ปี ตลาดนักเตะจะถูกยกระดับการแข่งขันให้ทวีความรุนแรงขึ้น ราคาค่าตัวนักเตะที่สโมสรต้องจ่ายเพื่อนำเข้านักเตะที่เหมาะสมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นในทุกปี ปัจจุบันค่าตัวนักเตะที่แพงสุดเป็นสถิติโลก คือ เนย์มาร์ สตาร์ทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาเซโลน่า ไปสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร (ประมาณ 8,800 กว่าล้านบาทไทย) แม้สถิติค่าตัวของเนย์มาร์จะยากต่อการทำลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคานักเตะในตลาดที่ถูกปรับบรรทัดฐานต่างไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนแบบเทียบไม่ติด นักเตะเกรดบี หรือพวกดาวรุ่งอาจถูกปักป้ายขายได้สูง 30 – 60 ล้านปอนด์ แบบสบาย ๆ และถ้าหากสโมสรใดต้องการนักเตะเกรดเอ หรือพวกซุปเปอร์สตาร์ แน่นอนว่าย่อมต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ จึงเป็นที่จับตาว่าตลาดนักเตะในทวีปยุโรปคราวนี้จะดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน แฟนบอลแต่ละทีมคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าทีมรักจะสามารถหาเงินมาทุ่มเงินซื้อนักเตะที่ตนแอบลุ้นมาได้หรือไม่

มูลค่ามหาศาลแลกกับความสำเร็จของสโมสร

                แม้ตลาดนักฟุตบอลจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นไปอีกมากแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สโมสรยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อนักเตะเพียง หนึ่งหรือสองคน นั่นก็เพื่อซื้อความสำเร็จของสโมสร เพราะหากสามารถซื้อความสำเร็จให้สโมสรได้ย่อมแปลว่าเงินที่จ่ายไปจำนวนมหาศาลนั้นคุ้มเกินคุ้ม และนอกเหนือจากความสำเร็จในการแข่งขันแล้ว นักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ย่อมสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับทีมได้ไม่ใช่น้อย ทั้งรายได้จากโฆษณา การจำหน่ายสินค้าที่ระลึกและจำนวนฐานแฟนบอลที่เพิ่มขึ้นจากความชื่นชอบในตัวนักฟุตบอล เป็นต้น

เมื่อดูทิศทางของตลาดนักเตะแล้ว ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าราคาค่าตัวของเนย์มาร์ ที่ปารีส แซงต์ แชร์ก แมง ทำไว้เป็นสถิติโลก ย่อมต้องถูกทำลายลงได้ในวันใดวันหนึ่ง จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่ที่ว่านักเตะที่คู่ควรกับราคาค่าตัวที่ได้ชื่อว่าเป็นสถิติโลกนั้นจะแจ้งเกิดเมื่อใด และสโมสรใดที่จะบ้าคลั่งพอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลได้มากกว่าปารีส แซงต์ แชร์ก แมง หรือบางทีอาจเป็นปารีส แซงต์ แชร์ก แมง เองที่ทำลายสถิติที่ตัวเองสร้างขึ้นก็เป็นได้