“พูดให้น้อยเข้าไว้ โต้แย้งกับใครก็ชนะ” เอาชนะใจคนอื่นด้วยการไม่พูด

คุณเคยอยากจะชนะใครด้วยคำพูดบ้างไหม? แต่หลายครั้งต่อหลายครั้งแค่คำพูด หรือแม้กระทั่งคุณมีหลักฐานมาพิสูจน์แล้วก็ตาม คนบางคนก็ยังยืนยันที่จะไม่ฟังคุณอยู่ดี มันเป็นเพราะอะไรกันแน่นะ? ซึ่งบางทีคุณก็ยกแม่น้ำทั้งห้ามาแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล

หนังสือ “พูดให้น้อยเข้าไว้ โต้แย้งกับใครก็ชนะ” เขียนโดย โจนาธาน แฮร์ริ่ง ทนายความชื่อดังจากสหราชอาณาจัดร จะมาบอกสาเหตุ เหตุผลที่คนไม่ยอมฟัง พร้อมด้วยเทคนิควิธีที่จะแก้ปัญหาให้คุณได้ โดยที่คุณไม่ต้องหงุดหงิด โมโห หรือน้อยใจที่คนไม่ฟังคุณอีกต่อไป เทคนิคที่ว่าก็คือ “การพูดให้น้อยลง” คุณอาจไม่คิดว่า การพูดให้น้อยลงมันจะได้ผลเหรอ? ถ้าพูดน้อยลงเขาก็จะไม่เข้าใจสิ่งที่มันยังเป็นปัญหาอยู่น่ะสิ? และถ้าพูดน้อยลงเราก็เป็นผู้แพ้น่ะสิ?  ซึ่งที่จริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้า คุณก็สามารถชนะอีกฝ่ายได้ โดยที่ไม่ต้องมีความขัดแย้งใดใดเกิดขึ้นหลังจากนั้นเลยล่ะ ด้วยวิธีการที่คุณอาจคาดไม่ถึง

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน เนื้อหาส่วนที่ 1 คือ กฎแห่งการโต้แย้ง จะมีกฎให้ทำความเข้าใจอยู่สิบข้อด้วยกัน ตั้งแต่การเตรียมพร้อม การตั้งรับ จนถึงการรักษามิตรภาพ และส่วนที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์ที่มักจะนำไปสู่การโต้แย้ง ไม่ว่าจะสถานการณ์กับคนที่คุณรัก พ่อ แม่ ลูก คนที่ทำงาน และวิธีที่จะเป็นผู้ชนะที่ดีที่จะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

คนหลายคนบนโลกใบนี้เวลามีข้อโต้แย้งก็พร้อมที่จะปะทะ และอีกหลายคนก็ชอบที่จะหลีกเลี่ยงเสียมากกว่า เพื่อให้เรื่องมันจบเสียที แต่การปะทะหรือการหลีกเลี่ยงนั้นให้ผลคล้ายกันคือ มันจะทำให้ทั้งสองฝ่ายคับข้องใจ และหงุดหงิดได้ เพราะพอยังไม่เข้าใจกันเหตุการณ์มาจบกันเสียง่าย ๆ หรือต่างคนต่างอารมณ์ร้อน และบางทีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายต่างยกเหตุผลขึ้นมาอ้างด้วยความอยากเอาชนะ และย้ำคำซ้ำไปมาอีก และนี่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดหายนะครั้งใหญ่ตามมาเลยทีเดียว

หนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างแต่ละหัวข้อได้อย่างชัดเจนเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างบทสนทนาที่ทั้งใช้ได้ผลและไม่ได้ผลในการสนทนาครั้งนั้นอีกด้วย ในหลาย ๆ ตัวอย่างอาจเป็นเรื่องใกล้ตัวคุณ แบบที่คุณไม่เคยสังเกตว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำคุณอยู่แล้ว และเชื่อว่าหลาย ๆ คนรู้สึกว่ามันเป็นความเคยชิน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นภัยใกล้ตัวและเห็นกันอย่างต่อเนื่อง คือปัญหาในครอบครัว ที่คนในบ้านมักทะเลาะกันด้วยวาจาที่รุนแรง ถึงแม้จะโกรธกัน ปาข้าวของใส่กัน ตามด้วยหายโกรธกันด้วยเวลาที่ผ่านไป และกลับมาวนลูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความเคยชิน สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย

คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากปัญหาในครอบครัวคือ ลูก ๆ อย่างที่รู้กันว่า วัยเด็ก จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุด เล่นเปียโน การเต้น การขับร้อง หรือทักษะอะไรก็ตาม ช่วงที่เรียนรู้ได้ดีที่สุดก็คือช่วงนี้แหละ แล้วนับประสาอะไรกับพ่อแม่มีปัญหากัน เด็กอาจจะจำไม่ได้นะว่าพ่อแม่พูดเรื่องอะไรกัน แต่สิ่งที่เขาจำได้ คือความรู้สึก ยิ่งมีปัญหา ความรู้สึกก็ยิ่งสะสมทวีคูณ พอเด็กโตมา สภาพจิตใจเขาคงไม่ดีนัก ดังนั้นพ่อแม่บางคนอยากให้ลูกเป็นคนดี แต่ดันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และก็อยากหาทางออกแต่ก็ไม่รู้ต้องทำอย่างไร เพราะสิ่งที่ตนทำมันติดเป็นนิสัยไปเสียแล้ว เลยทำได้เพียงยอมรับในสิ่งที่ตนเป็น แม้กระทั่งนิสัยอยากเคยชินกับการเอาชนะกับคนที่คุณรัก คนที่ทำงาน หรือคนรอบข้างคุณก็ตาม ก็เป็นผลเสียตามมาทั้งนั้น

เมื่อคุณอ่านเล่มนี้ไปทีละหน้า ๆ แล้วลองปรับใช้กับชีวิตตัวเองตามหัวข้อที่ได้อ่าน ด้วยเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อนและเข้าใจได้ทันที จึงปรับใช้ได้ไม่ยาก แค่คุณเชื่อว่าคุณทำได้ก็เท่านั้น การอดทนทำในสิ่งที่ไม่เคยชินและเป็นสิ่งที่ดี หลังจากคุณได้เอาวิธีเหล่านี้ไปใช้ คุณจะได้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเก่า บางทีอาจดีกว่ามากเลยก็ได้ คนรอบข้างจะยอมรับคุณแบบเต็มใจมากขึ้น ภรรยา สามี ลูก คนในครอบครัว เพื่อน คนที่ทำงาน คนรู้จัก เขาจะได้เห็นคุณในมุมมองใหม่ ๆ ที่พวกเขาจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้และคุยกับคุณ รวมทั้งตัวคุณเองก็จะอยู่กับตัวเองแบบสบายใจเช่นกัน

 

“ฝึกพูดอังกฤษได้คล่องโดยไม่ต้องเรียนแกรมม่าร์” หนังสือที่จะทำให้คุณกล้าพูดอังกฤษ

ทุกวันนี้มีคนไทยอยู่จำนวนไม่น้อยเลย ที่กลัวการพูดภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน หนังสือเล่มนี้ได้ยกคำพูดของคนไทยหลาย ๆ คน ผ่านความคิดกับสิ่งที่เขาติดในการพูดภาษาอังกฤษ ทั้งเป็นปัญหาแค่กับตัวเอง กับจากผู้อื่นอย่างเช่น กลัวโดนเพื่อนล้อ โดยที่ไม่ได้มองมุมอื่น ว่าถ้ากล้าพูดออกมาแล้วมันจะเกิดผลดีอะไรต่อชีวิตบ้าง

Mind English สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่อิงทฤษฎีการเรียนรู้ของนักภาษาศาสตร์ระดับโลก Stephen Krashen ผสมผสานกับแนวทางแบบ Callen Method จึงได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้คนที่ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ มีความกล้ามากขึ้น โดยที่ในเล่มไม่ได้เน้นท่องคำศัพท์อังกฤษให้อ่าน อย่างที่หลายคนกำลังคิดแต่อย่างใด หากแต่เป็นการบอกวิธีแต่ละอย่าง ที่ช่วยคนที่กลัวการพูดได้ดีมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะนอกจากจะใช้คำพูดได้น่าสนใจ ไม่งง เข้าใจได้ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน โดยที่แต่ละหน้าจะมีการเน้นคำได้น่าสนใจแตกต่างกัน และยังทำให้อ่านแล้วไม่ง่วงอีกต่างหาก

เขาบอกเราตั้งแต่ “หัวใจของการพัฒนาภาษาอังกฤษ” ที่หลายคนอาจคิดว่าแค่ว่า คุยกับฝรั่งเยอะ ๆ หรือดูหนังบ่อย ๆ แค่นั้นก็ได้แล้ว แต่คุณแน่ใจเหรอว่าคุณจะไม่เบื่อไปซะก่อน แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้ไม่เบื่อ ถ้าคุณแค่ “อยาก” แค่นี้พอหรือไม่? ในส่วนนี้ผู้เขียนจะยกคำพูดให้เราได้ค้นหาคำตอบของตัวเองให้ได้ ก่อนที่จะเปิดไปบทถัดไป รวมถึงจะมีการบอกเทคนิคสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด ซึ่งเป็นเทคนิคที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกเขาใช้กัน เพื่อที่จะทำให้ตัวเองก้าวหน้า และเดินหน้าต่อไม่ว่าจะด้านไหนก็ตาม

คุณคิดว่าการเรียนรู้แบบเด็ก ๆ นั้นได้ผลไหม? ลองนึกเวลาตอนคุณเป็นเด็กสิ ว่าคุณทำอย่างไรเวลาจะจดจำอะไรสักอย่าง ในเล่มนี้จะบอกวิธีย้อนวัยความทรงจำตอนเป็นเด็กให้คุณเอง เผื่อคนไหนจำไม่ได้ การจำแบบเด็ก ๆ นี้สามารถนำมาใช้ได้กับภาษาอังกฤษเช่นกัน ไม่ว่าจะจำสำเนียง ที่โดยปกติแล้วจะมีทั้งสำเนียงอังกฤษ และอเมริกัน เวลาอยู่เมืองไทย คนไทยมักพูดแบบอเมริกันมากกว่า เราเลยคุ้นเคย พอจะไปฟังสำเนียงอื่นดันไม่รู้เรื่องซะงั้น ทั้งที่เป็นคำเดียวกัน แต่บอกได้เลยว่าคนหลายคนอยากที่จะ ฝึกสำเนียงอังกฤษ เพราะมันทั้งดูดีและน่าฟัง ถึงแม้จะฟังยากไปหน่อยก็ตามเถอะ

แต่การที่จะพูดได้จริงนั้น ทุกคนเห็นว่าการศึกษาของไทยจะสอนไปที่การเน้นแกรมม่าร์เป็นหลัก รวมทั้งการเขียนเป็นคำคำ และจำเป็นประโยคเพื่อสอบด้วย จากนั้นก็จะลืมกันไป เพราะสิ่งที่ทำแล้วน่าเบื่อ สมองจะขจัดสิ่งนั้นไปอย่างรวดเร็วเมื่อไม่จำเป็น ภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ถ้ามองตามความเป็นจริง เด็กโรงเรียนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษกับฝรั่งได้คล่องมีไม่ถึง 5% ในโรงเรียนด้วยซ้ำ บางคนก็เขียนได้อย่างเดียว แต่พูดไม่ค่อยได้ เพราะคุณรู้ไหมจริง ๆ แล้ว สภาพแวดล้อมนั้นสำคัญมาก ในหนังสือเล่มนี้มีช่วงหนึ่งที่บอกว่า “พยายามเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทุกอย่างในชีวิตประจำวันให้เป็นภาษาอังกฤษมากที่สุด” นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของทักษะนี้

ทาง Mind English ได้เตรียมเว็บไซต์ที่น่าสนใจ สำหรับฝึกภาษาอังกฤษไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วในเล่มอีกด้วย รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองจากไฟล์ MP3 ที่เพียงทำตามขั้นตอนในหนังสือ ก็จะได้มาฝึกฟังกันง่าย ๆ แล้ว และที่ด้านหลังหนังสือยังมีหน้าว่าง ๆ ให้ผู้อ่านได้จดบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกด้วย เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตการพูดภาษาอังกฤษจากคนที่กลัวมาก ๆ ให้กลายเป็นคนที่กล้าพูดได้เลยทีเดียว เพราะ “การเรียนภาษาที่ดี คือการใช้มันให้สนุก” นั่นเอง

 

 “ปาฏิหาริย์แห่งการหยุดคิด” หนังสือที่ใช้ตาอ่าน แต่ใช้ใจคิดตาม

“ชีวิตที่แท้จริง จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเราตระหนักได้ว่า เราจำเป็นต้องใช้ชีวิตโดยผ่านทัศนคติของการไร้ตัวตน” คำพูดหนึ่งประโยคจากเจ้าของหนังสือที่เป็นใจความสำคัญของหนังสือทั้งเล่ม

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย พศิน อิทรวงศ์ นักพัฒนาตัวเอง และเป็นผู้มีความปรารถนาในชีวิตว่าอยากจะบรรลุธรรม เขาได้ศึกษาหลาย ๆ อย่างในตัวเอง พร้อมด้วยการศึกษาเกี่ยวกับศาสน าเพื่อที่จะเอามาพัฒนาความคิด การกระทำของตนและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะเตือนให้ทุกคนตระหนักถึงสติของตนเองอย่างแท้จริง และให้เป็นผู้อยู่เหนือความคิดได้สำเร็จ

ทัศนคติ คือตัวกำหนดการกระทำทุกอย่าง แต่ในที่นี้ ไม่ได้เหมือนบทความหลาย ๆ บทความที่เราเคยอ่านกัน ที่ว่าเพียงเรามีทัศนคติที่ดีแล้ว การกระทำเราจะดี แต่เล่มนี้กลับเขียนถึง ทัศนคติของการทำลายอัตตาตัวตน ชีวิตที่อยู่เหนือสิ่งเร้ารอบตัวทั้งปวง ชีวิตที่ไม่ได้ยึดติดกับสิ่งใดใดทั้งสิ้น แม้แต่ร่างกายของตนเอง ในเล่ม จะมีอยู่ 4 ภาค คือ ความรัก, เมตตาเพื่อนมนุษย์, คุณค่าชีวิต และจิตตื่นรู้

แต่สิ่งที่คนบนโลกนี้อ่อนไหวมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ก็คือเรื่องของ “ความรัก” ดังนั้นผู้เขียนได้เล่าถึงความรักในแบบของการครอบครองรักแท้ไว้ว่า “ผู้มีสิทธิ์ครอบครองรักแท้ จะต้องเป็นผู้ที่มีรักแท้ แม้จะอยู่คนเดียวก็ตาม” คนหลายคนที่ได้อ่านข้อความนี้คงสับสนเลยทีเดียว เพราะอาจคิดว่า จะมีแฟนหรือมีคนรัก เขาคนนั้นก็ต้องเป็นคนที่มาเติมเต็มให้กันและกันสิ คนเราจะมีความรักแม้อยู่คนเดียวได้อย่างไร หรือว่านั่นคือการรักตัวเอง ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการ เห็นแก่ตัว หรือเปล่า? จริง ๆ แล้วถ้าคุณลองอ่านข้อความต่อจากนี้ อาจจะเข้าใจมากขึ้น ผู้เขียนได้พูดอยู่ประโยคหนึ่งที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า “เป็นผู้เต็มพร้อมอยู่แล้ว ไม่ใช่ผู้ขาดแคลน” พอได้อ่านก็ความนี้แล้ว ก็เข้าใจขึ้นมาทันที ว่าถ้าคุณขาดแคลนสิ่งหนึ่ง คุณจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อย่างไร

เหมือนกับคุณมีน้ำอยู่ครึ่งของครึ่งแก้ว ดื่มคนเดียวยังแทบไม่พอเลย แต่ถ้าเกิดคุณมีน้ำเต็มแก้วล่ะ อยากแบ่งปันให้คนอื่นดื่มก็ยังได้ ในเมื่อน้ำที่เป็นรูปธรรมนั้นมีวันหมด แต่ความรักที่เป็นนามธรรม มันคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ และมันมหัศจรรย์มากตรงที่ เติมตอนไหนก็ได้โดยไม่ต้องซื้อ และยังแบ่งให้คนอื่นได้อีก เราให้ ไม่ได้เอาจากเขา นี่แหละคือการไม่เห็นแก่ตัว ในหมวดความรัก ผู้อ่านจะได้รู้หนทางการรักตนเองที่ถูกต้อง การใช้ภาษาที่ส่งออกไปจากความรู้สึกรัก การปล่อยวางจากความกลัว คำพูดที่จะทำให้ผู้อ่านสะเทือนใจ และตั้งสติขึ้นมาได้จากการมีความรัก

ในบทอื่น ๆ ผู้อ่านจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ความธรรมดาที่สวยงาม พลังแห่งอัตตาที่มาในคราบของปัญญา ความทุกข์ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาการอยู่โดยใช้ปัญญา การมองปัจจุบัน ความบริสุทธิ์ รวมถึงการมองทุกสิ่งตามแบบฉบับที่มันเป็น สิ่งเหล่านี้ ผู้เขียนได้อธิบายถึงการเข้าถึงและเข้าใจในแต่ละสิ่ง อธิบายว่าชีวิตของคนเราว่าต้องไหลไปตามกระแสน้ำอยู่แล้ว ยังไงก็ห้ามไม่ได้ กับความธรรมดาที่เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้เห็น นั่นก็คือคำว่า “ท่านกำลังโยนสิ่งใดขึ้นฟ้า” ว่าเมื่อคุณโยนสิ่งใดขึ้นไป สิ่งนั้นก็จะตกมาหาคุณเช่นกัน มีการยกตัวอย่างสั้น ๆ ในหลาย ๆ แง่มุมเกี่ยวกับกฎนี้ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านจะได้ลองเอามาใช้กับชีวิตตัวเองได้อย่างระมัดระวังและมีสติมากขึ้น

ทั้งหมดทั้งมวลผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจธรรมชาติของโลก และของมนุษย์ ความหมายที่เที่ยงแท้ของทุกสรรพสิ่งว่ายังไงก็ต้องมีเกิดมาและดับไป รวมถึงการสื่อที่ว่า ท้องฟ้ายังไงก็เป็นท้องฟ้า เราอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน แต่ทำไมคนแต่ละคนจึงมองฟ้าเป็นคนละแบบไปได้? ทำไมคนจึงสามารถทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว เปลี่ยนไปได้ด้วยสิ่งที่ตนคิด, การกล่าวโทษสิ่งรอบตัวที่เกิดขึ้นบนโลก และเหตุใดเราจึงไม่เคยเห็นความบริสุทธิ์ที่แท้จริงของตัวเอง ทั้งที่มันก็อยู่ในตัวเราเสมอ

สิ่งเหล่านี้ผู้เขียนจะทำให้กระจ่างในสิ่งที่เราอาจสงสัยกันมานาน และยังหาคำตอบกันไม่ได้ซักที บางทีเล่มนี้อาจเป็นคำตอบให้คุณได้ แนวทางที่จะทำให้มองทุกอย่างเป็นจริงในสิ่งที่มันเป็นอยู่แล้ว แนวทางที่ทำให้เจอความบริสุทธิ์โดยแท้ในหัวใจ และอีกหลายแง่มุมที่คุณอาจไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ได้อ่านจะช่วยคุณเข้าใจชีวิต หลุดพ้นจากสิ่งที่คุณเป็นอยู่ได้ รวมถึงสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของชีวิตด้วยเช่นกัน และไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ละหัวข้อ ถ้าเอาไปปฏิบัติจริง อาจมีหลายคนที่บอกว่า “ยาก” ที่จะทำ ถึงแม้มันอาจจะไม่ง่าย แต่อย่างน้อย ถ้าคุณสามารถทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้ มันก็น่าคุ้มค่าที่จะทำอยู่ดี

 

 “เราจะเป็นคนที่คิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร” หนังสือดี ๆ สำหรับแนวทางการใช้ชีวิต

หนังสือเล่มนี้เขียนโดยนักจุดประกายชาวเกาหลี “โอซังจิน” ที่เริ่มทำงานกับซัมซุงในแผนกคิดค้นนวัตกรรมการ

สื่อสาร และเขายังจัดอบรมเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้พนักงานซัมซุงเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี หลังจากนั้น

เขาก็มีไอเดียที่อยากจะพัฒนาความคิดให้บุคคลทั่วไปอีกด้วย และเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดหนังสือที่น่าสนใจเล่มนี้ขึ้นมา เป็น

หนังสือที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และที่สำคัญ ทุกระดับสมองเลย ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะโฟกัสไปที่ “คนธรรมดา” ก็เถอะ

ผู้เขียนคงอยากแสดงให้เห็นว่า การมีความคิดสร้างสรรค์มันอาจจะไม่ได้ง่าย แต่มันก็ไม่ยากเกินความสามารถของสมองมนุษย์

อย่างที่ในเล่มได้กล่าวประโยคสำคัญไว้ว่า “เพราะทุกอย่างมันเริ่มมากจาก  Passion (มีไฟ) + Positive Thinking (คิดบวก)”

นี่เอง ผู้เขียนทำให้คนทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นคนที่ “ไบร์ท” ก็คือเป็นคนเก่ง มีความสุข และ ประสบความสำเร็จ แม้แต่คนที่ไม่

เก่งเลยก็ตาม แล้วคุณล่ะ คิดว่าคนที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีหัวคิดสร้างสรรค์เลย เขาจะมีความคิดที่สร้างสรรค์ได้ไหมนะ?

คนคิดสร้างสรรค์เป็นยังไง? เราคงจะสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้ยากกว่า หากเราไม่รู้ว่า คนที่เขาคิดสร้างสรรค์กันเนี่ย มีคุณลักษณะหรือมีนิสัยเป็นอย่างไร รวมทั้งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของพวกเขาด้วย นั่นเป็นสาเหตุให้ต้องมีหัวข้อนี้เกิดขึ้น

ในหนังสือเป็นหัวข้อแรกกันเลยทีเดียว เพราะผู้เขียนได้บอกคุณสมบัติที่คนคิดสร้างสรรค์ควรจะมีนั่นก็คือ “4Cs”

ประกอบไปด้วย Compassion รู้สึกร่วม, Conception เข้าใจภาพรวม, Controversy สื่อสารสร้างสรรค์, และ

Commitment มุ่งมั่นทุ่มเท ที่ได้อธิบายคุณลักษณะแต่ละอย่างด้วยว่าเป็นอย่างไร

ในแต่ละหน้าของเล่มนี้ จะมีคำพูดที่น่าสนใจมาก ๆ ของผู้เขียน ทำให้คนอ่านอ่านได้ไม่เบื่อเลย เพราะมีการนำ

คำหนึ่งมาพูดเน้นเพื่อให้ผู้อ่านตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และได้ถามคำถามเพื่อเตือนสติผู้คนเป็นช่วง ๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น

“ทุกวันนี้คุณทำอะไรอยู่ และทำไปทำไม” ผู้เขียนจะพูดต่อถึงการเห็นคุณค่าและความหมายของสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้ผู้อ่าน

มองไปข้างหน้าถึงการมองเห็นความสำเร็จที่ชัดเจนของตน รวมถึงหน้าตาของความสำเร็จนั้นด้วย

ผู้เขียนยังอ้างถึงแนวคิดที่สร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ ๆ หรือความคิดที่มีคนเอามาต่อยอด ทั้งเป็นภาพ

ไอเดียสร้างสรรค์ที่ยกมาจากวีดีโอโฆษณาในหลาย ๆ บริษัทหลาย ๆ องค์กร จากบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และจาก

แบรนด์ต่าง ๆ โฆษณาหลาย ๆ ตัวผู้อ่านอาจเคยเห็นผ่านตามาแล้วบ้าง และอาจจะไม่ได้คิดอะไรกับมันมาก เพราะเห็นเป็นแค่

โฆษณาก็เท่านั้น แต่ โอซังจิน ผู้เขียน เขาพยายามที่จะบอกเล่าประสบการณ์การทำงานของแต่ละโฆษณา ว่าพวกเขาผ่านอะไรมา

บ้างอย่างกระชับและเข้าใจได้ง่าย

บอกได้เลยว่า โฆษณาดีดีที่คุณเห็น ทั้งความยาวแค่ไม่กี่นาที ทั้งที่คุณอาจคิดว่า แค่คนคิด คิดเก่ง สร้างสรรค์ดี

แล้วทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนทางเดินที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น งานทุกงานต้องร่าง ต้องถ่าย ต้องตัดต่อ ต้อง

ปรับแก้ แถมกว่าจะเสร็จทุกอย่างอาจใช้เวลารวมกันเป็นปีก็เป็นได้ นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้แต่คนที่เก่งที่สุด ยังต้องใช้ความ

พยามยามไม่น้อยกว่าคนที่ไม่เก่งเลย โดยเฉพาะถ้าทำในองค์กร เขาต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ต้องปรับตัว และร่วมมือกันทำทุก

อย่างให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้สามารถทำให้ผู้อ่านคิดไอเดียทุกอย่างได้โลดแล่นมากขึ้น ได้ทำการทดสอบความกล้าให้ตัวเอง ได้เห็น

ความท้าทาย การคิดนอกกรอบ จุดพลิกผันที่ทุกคนต้องเจอ การตัดสินใจลงมือทำทันที ความอดทน เป้าหมายที่เห็นได้ชัดเจน

และความน่าสนใจของการกระตือรือร้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ที่จะทำให้สุดท้ายแล้ว ผู้อ่านจะสามารถเป็นคนที่ “ไบร์ท” ขึ้นมาได้

ดั่งเช่นที่หนังสือได้กล่าวไว้อย่างแน่นอน

 

 “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” หนังสือสะท้อนแง่มุมของชีวิตน้อย ๆ ที่ต้องดิ้นรน

“ไม่มีใครห้ามคุณวางหนังสือเล่มนี้ลงแล้วหันไปอ่านเรื่องชวนฝันและหวานซึ้งแทน”

นี่คือประโยคที่ออกจากปากของ “แดเนียล แฮนด์เลอร์” หรือนามปากกา “เลโมนี สนิคเกต” เจ้าของหนังสือชุด “อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย” เขามักจะเตือนผู้อ่านด้วยถ้อยคำที่ลึกลับอยู่เสมอก่อนที่พวกเขาจะพลิกหน้าหนังสือไปอ่านหน้าแรก

 เตือน ในที่นี้หมายถึง ถ้าผู้อ่านเปิดอ่าน พวกเขาอาจจะเจอกับสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นในหนังสือเล่มนี้ก็เป็นได้
ถ้าคุณไม่อยากให้มันเกิด ก็จงวางหนังสือเล่มนี้ลงซะ

และไม่ว่าผู้อ่านจะเชื่อคำเตือนนี้หรือไม่ก็ตาม หนังสือชุดนี้ก็ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในนิวยอร์กไทมส์ติดต่อกันตั้งแต่ปี 1999 เรื่องราวที่น่าเศร้าและหดหู่ ของครอบครัวโบดแลร์ อนาคตที่ยากเกินจะคาดเดาของเด็ก ๆ ทั้งสาม ไวโอเล็ต, เคร้าส์ และซันนี่ กับเหตุการณ์ที่ได้เจอหลังจากที่พ่อและแม่ของพวกเขาต้องมาจากไปแบบกะทันหัน ในคฤหาสน์ที่เต็มไปด้วยกองเพลิง

เด็กกำพร้าทั้งสามต้องไปอยู่กับผู้ปกครองซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ โดยพวกเขาจะได้รับการดูแลจาก มิสเตอร์โพ ผู้ดูแลมรดกของครอบครัวนี้ และเหมือนทุกอย่างถูกกำหนดมาให้เด็กทั้งสามต้องเผชิญกับชีวิตที่ไม่มีใครหวังจะให้เกิด ชีวิตของเด็กโบดแลร์

กับเหตุการณ์หลังจากได้ไปอยู่กับผู้ปกครองคนแรกที่ชื่อ “เคาท์โอลาฟ” ผู้มีรอยสักรูปดวงตาอยู่ที่ข้อเท้า

พี่น้องทั้งสามจะได้เจอกับคณะละครสัตว์นิสัยแปลก ๆ สหายของเคาท์โอลาฟที่ได้ร่วมคิดแผนการฮุบสมบัติของครอบครัวโบดแลร์ การที่ได้เห็นน้องคนสุดท้องอย่างซันนี่ ถูกงูที่ชื่อว่า “The Incredibly Deadly Viper” แปลเป็นไทยว่า “งูพิษมรณะ” ในห้องของนักอสรพิษวิทยากัดเข้าอย่างจัง บ้านริมหน้าผาที่ตัวบ้านครึ่งหนึ่งได้ยื่นออกมาจากหน้าผา และทำท่าจะตกเมื่อไหร่ก็ได้ การได้เจอปลิงหิวโหยในทะเลสาบระทมทุกข์ เคล้าส์น้องคนกลางที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากทั้งสามได้ไปทำงานในโรงเลื่อยไม้ และการจากไปอย่างน่าขนลุกของญาติแต่ละคน รวมทั้ง ว. ฟ. ด ตัวอักษรลับที่มีความสำคัญอย่างมากต่อเด็กกำพร้าโบดแลร์ และต้องหาคำตอบของมันให้เร็วที่สุด

และแม้จะมาถึง “จุดจบ” ของหนังสือชุดนี้ ผู้เขียนอย่างเลโมนี ก็ได้ทิ้งข้อความอันแสนขมขื่นที่จะเปิดอ่านได้ อย่างประโยคที่ว่า

“ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะทิ้งหนังสือเล่มนี้เสียทันที เพื่อจะได้ไม่ต้องไปถึงจุดจบ”

คำเตือนที่อาจทำให้ผู้อ่านวางหนังสือลงตามที่เขาบอก หรือจะเปิดอ่านเพื่อดูจุดจบของหนังสือชุดนี้ จุดจบที่ไม่อาจมีใครเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร จุดจบที่ผู้อ่านอาจต้องหวาดหวั่นเมื่อได้เห็น หรืออาจจะเป็นจุดจบที่ทุกคนวาดหวังว่าจะให้เป็นก็อาจเกิดขึ้นได้