แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้ เขียนโดย คิมรันโด

หากถามเด็ก ๆ ว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร เกินกว่า 80-90% ต้องตอบเป็นอาชีพอย่างแน่นอน นั่นเพราะปัจจุบันนี้คนเราจะผูกความสำเร็จในชีวิตไว้กับงาน และงานก็เป็นมากกว่าอาชีพไปเสียแล้วเพราะงานยังหมายถึงคุณค่าในตัวของคนคนนั้นอีกด้วย คนที่มีหน้าที่การงานที่ได้รับการยอมรับในสังคมจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ตรงกันข้าม คนที่กำลังตกงานต้องพยายามดิ้นรนหางานเพื่อให้ตนเองพ้นสภาพการว่างงานโดยเร็วเพราะนอกจากจะขาดรายได้แล้ว ยังรู้สึกว่าตนเองด้อยคุณค่าและยังถูกมองว่าไร้ประสิทธิภาพในสังคมอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่กำลังก้าวจากวัยเรียนเข้าสู่วัยทำงานจะกังวลเรื่องหน้าที่การงานของตัวเองในอนาคตหลังจบไป หากคุณหรือคนรอบข้างคุณกำลังเป็นหนึ่งในนั้นอยู่ ขอให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ดูและคุณอาจมองเห็นอะไรบางอย่าง

สำหรับบางอาชีพที่คุณคิดว่าคุณคงไม่ชอบ แต่แท้ที่จริงแล้วคุณอาจไม่ได้ไม่ชอบแต่คุณยังไม่รู้จักมันดีจริง ๆ ต่างหาก ในหนังสือ “แด่งานของฉัน แด่วันพรุ่งนี้” เขียนโดย คิมรันโด ผู้เขียนคนเดียวกันกับหนังสือเรื่อง “เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด” ที่ติดอันดับหนังสือขายดีทั้งในประเทศเกาหลีใต้ประเทศไทย จะเปิดโลกทัศน์ของคุณเกี่ยวกับงาน

“งาน” แท้ที่จริงแล้วคืออะไรกันแน่ แล้วคุณสามารถมีความสุขกับงานของคุณได้หรือไม่ ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวแบ่งปัน และสัมภาษณ์คนหนุ่มสาวที่ทำงานด้วยความรักเสมือนเป็นชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเขา บางอาชีพคุณอาจรู้เกี่ยวกับมันแต่อาจไม่เข้าใจเกี่ยวกับมัน และบางอาชีพในบทสัมภาษณ์คุณอาจไม่เคยนึกถึงว่ามีบนโลกมาก่อนเลยก็ได้ คุณจะได้ฟังทัศนะคติและมุมมองต่องานต่าง ๆ จากคนหนุ่มสาวที่ทำอาชีพนั้น ๆ  ซึ่งคุณอาจได้ไอเดียใหม่ ๆ สำหรับอาชีพในอนาคต หรืออาจค้นพบตนเองมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังบอกคุณถึงการเลือกงานที่เหมาะกับเรา การเก็บเงิน การจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจพบเจอในการทำงาน เช่น ความเครียด เวลา เรียนรู้เรื่องของกระแสโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป เทคโนโลยี และงานรูปแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา หรือแม้แต่แนะนำเว็บไซต์หางาน ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้และปรับตัวได้ คุณจะรู้สึกเหนื่อยน้อยลง และก้าวหน้าได้มากขึ้น

หนังสือเล่มนี้เป็นมากกว่าหนังสือสร้างแรงบันดาลใจเสียอีก เพราะยังเป็นหนังสือแนะนำทิศทางสำหรับคนหนุ่มสาวที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จึงเหมาะกับคนที่กำลังหมดไฟ ท้อแท้ นักเรียน-นักศึกษาที่กังวลในอนาคตของตนเอง เป็นอีกเล่มที่อยากให้อ่านมาก เพราะหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ คุณจะมองการทำงานเปลี่ยนไป

 

KNOW HOW & KNOW WHY กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง 2

ตอนเด็ก ๆ คุณเคยถูกพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่บอกอะไรแปลก ๆ ที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ ได้บ้างหรือไม่ อย่างเช่น นอนกินอาหารระวังจะกลายเป็นงู ร้องไห้มาก ๆ ระวังตุ๊กแกมากัดเอานะ เวลาเป็นหวัดห้ามดื่มน้ำเย็นเด็ดขาด หากโดนแมงกะพรุนกัดให้ล้างด้วยโซดา และยังมีอีกสารพัดเรื่องแปลก ๆ ที่หลายคนได้พบเจอ ในบางครั้งความเชื่อกับความจริง บางครั้งต่างกันเพียงนิดเดียวจนแยกไม่ออก สิ่งหนึ่งที่แบ่งแยกความเชื่อออกจากความจริงได้ คือการพิสูจน์ สงสัยอะไรก็พิสูจน์เสียสิ !

ในหนังสือ KNOW HOW & KNOW WHY กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง เล่ม 2 โดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ จะพาคุณไปไขข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของตัวเลขอาถรรพ์ ที่ฟังดูแล้วยังไงก็รู้ว่ามันไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย แต่ในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงกระบวนการที่ทำให้เราเกิดความเชื่อในเรื่องตัวเลขอาถรรพ์สุดลึกลับนี้ขึ้น ว่าอะไรที่ทำให้มันอาถรรพ์ และเราจะอธิบายความมั่วนิ่มของกฎพิสดารนี้อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างไร หรือเรื่องราวใกล้ตัวมาก ๆ อย่างเช่น การทำงานของแว่นตาสามมิติว่า เจ้าแว่นตาประหลาดนี้ทำให้เราเห็นภาพแบน ๆ มีมิติขึ้นมาได้อย่างไร หรือคุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมขนมปังทาแยมแสนอร่อยของคุณ เวลาตกมักคว่ำหน้าแยมลง มันมักคว่ำหน้าแยมลงจริง ๆ หรือคุณคิดไปเองกันแน่นะ คุณต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่ามีคนพยายามหาข้อพิสูจน์เรื่องนี้อย่างเป็นจริงเป็นจังถึงขึ้นคิดสูตรคณิตศาสตร์ยาวยืดเพื่อคำนวนการตกคว่ำหน้าแยมของขนมปัง และไหนจะอาการหรือ “ปรากฏการณ์” ประหลาดอย่างซินเนสทีเซีย ที่คนที่เป็นซินเนสทีเซียจะมองเห็นตัวเลขเป็นสี หรือเมื่อฟังดนตรีแล้วรู้สึกถึงรสหวาน ซินเนสทีเซียคืออะไร เป็นอาการป่วย ความเพ้อเจ้อ หรือกลไกอะไรของสมองกันแน่ และคุณเองเป็นซินเนสทีเซียรึเปล่า

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านง่าย ๆ แม้จะมีทฤษฎีต่าง ๆ มากมายแต่การอธิบายอย่างเรียบง่ายและภาษาการเขียนที่สนุกของ ดร. บัญชา จะทำให้คุณอ่านเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างเพลิดเพลินและได้รับความรู้ที่บางเรื่องในนี้เราไม่เคยแม้แต่จะเอะใจตั้งคำถามกับมันเสียด้วยซ้ำไป

หากคุณเป็นคนรักในความรู้ ขี้สงสัย ชอบอ่านหนังสือเล่น ๆ ฆ่าเวลา หนังสือ KNOW HOW & KNOW WHY กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง 2 ถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะอ่านได้ทุกเพศทุกวัย ได้ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้วยความหนาเพียง 144 หน้า คุณจะพบว่านั่งอ่านไปเพลิน ๆ ก็จบเล่มเสียแล้วแถมยังได้ความรู้เอาไปคุยกับเพื่อน ๆ หรือคนอื่น ๆ สนุก ๆ อีกด้วยล่ะ

 

The Diary of Young Girl บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์

The Diary of Young Girl หรือ บันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นบันทึกลับของแอนน์ แฟรงค์ ใช่แล้ว หนังสือเล่มนี้มาจากไดอารี่ของเด็กสาวที่ชื่อว่าแอนน์ แฟรงค์ (Anne Frank) หรือแอนเน่อ ฟรังก์ ตามการออกเสียงแบบเยอรมัน หนังสือเล่มนี้ไม่เป็นเพียงหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน แต่ขอบอกเลยว่าควรค่าแก่การมีไว้ครอบครองจริง ๆ

แอนน์ แฟรงค์ คือเด็กหญิงชาวยิววัย 14 ปีคนหนึ่งที่ต้องคอยซ่อนตัวจากพวกเกสตาโป คนของนาซี หรืออาจรวมถึงคนเยอรมันคนอื่น ๆ เพราะหากถูกพบเข้า อาจเท่ากับตาย ! วันหนึ่งเธอได้รับสมุดบันทึกหน้าปกหุ้มด้วยผ้าลายสก๊อตสีแดงเป็นของขวัญวันเกิด และหลังจากวันเกิดของเธอก็ต้องย้ายที่อยู่อาศัยจากบ้านไปอยู่ที่ห้องใต้หลังคาของสำนักงานที่พ่อทำงานอยู่กับครอบครัวและญาติรวมกันกว่า 7 – 8 คน ตลอดระยะเวลากว่าสองปี เธอได้บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นประจำวัน ซึ่งในตอนนั้นสิ่งที่ใช้บันทึกข้อมูล ประวัติศาสตร์ทั้งหมดจะต้องถูกทำลาย หากแต่อ๊อตโต แฟรงค์ พ่อของแอนน์ แฟรงค์ ได้พบสมุดไดอารี่ของลูกสาวภายหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัวเป็นอิสระจากค่ายกักกันเพราะนาซีแพ้สงครามแล้ว และรวบรวมกับบันทึกที่จดลงบนกระดาษของลูกสาวนำไปเสนอให้หลาย ๆ สำนักพิมพ์พิจารณา สมุดบันทึกของสาวน้อยแอนน์ แฟรงค์ จึงมีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และวรรณกรรม

หากคุณได้อ่านสมุดไดอารี่ของเธอ คุณจะพบว่าเธอมีความคิดความอ่านที่โตกว่าเด็กอายุ 14 อย่างมาก ในเล่มนี้มีทั้งเรื่องราวของเธอตั้งแต่ชีวิตในโรงเรียน วีรกรรมและการลงโทษที่ได้ก่อขึ้น ครอบครัว ความน้อยใจที่มีต่อพ่อแม่และพี่สาว กิจวัติประจำวันของเธอ ความรักของเธอกับปีเตอร์ วานดาน หรือ ปีเตอร์ วานเพล เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคาร่วมกันกับเธอ รวมถึงความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องเพศของเด็กสาว นอกจากนี้แล้ว หนังสือเล่มนี้ยังบอกแก่คุณอีกว่าเด็กนักเรียนชาวยิวที่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เรียนหนังสือกันอยู่หรือไม่และด้วยวิธีไหน ในช่วงสงครามที่มีคนบาดเจ็บอยู่ทุกวันเพราะมีระเบิดทิ้งลงมาอยู่เรื่อย ๆ แล้วโรงพยาบาลหรือหมอมีวิธีการจัดการช่วยเหลือคนบาดเจ็บกันอย่างไร และแอนน์ แฟรงค์กับคนอื่น ๆ ที่ต้องหลบซ่อนอยู่ในที่เล็ก ๆ ด้วยกันเป็นปีเคยทะเลาะกันบ้างหรือไม่ พวกเขาจะมีมุขตลกขำขันกันออกบ้างไหม และกินอาหาร ซื้อของ จับจ่ายอย่างไร แต่ไม่ว่าคุณจะเคยสงสัยในเรื่องราวเหล่านี้หรือไม่ หลังจากที่คุณได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่บันทึกโดยเด็กหญิงอายุ 14 ปีคนนี้คุณจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน

ครั้งหนึ่งในบันทึกเล่มนี้ แอนน์ได้กล่าวไว้ว่าเธออยากจะมีชีวิตอยู่แม้ว่าหลังจากที่เธอตายไปแล้ว และซึ่งสาวน้อยคนนี้ก็ยังคงจะมีชีวิตอยู่จริง ๆ ทุกครั้งที่ผู้อ่านได้อ่านบันทึกของเธอ

 

The Great Gatsby รักเธอสุดที่รัก

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ชมหรือเห็นภาพยนตร์เรื่อง The Great Gatsby ที่นำมาสร้างอีกครั้งในปี 2013 นำแสดงโดย Leonardo DiCaprio นักแสดงหนุ่มทรงเสน่ห์ผู้รับบทเป็นเจย์ แก็ตสบี (Jay Gatsby) แต่คุณทราบหรือไม่ว่าภาพยนตร์ที่โด่งดังเรื่องนี้ถูกสร้างมาจากนวนิยายที่โด่งดังไม่แพ้กันเลยคือนวนิยายเรื่อง The Great Gatsby เขียนโดย F. Scott Fitzgerald นักเขียนชาวอเมริกันผู้เป็นที่กล่าวขาน ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1925 ซึ่งทันทีที่ได้ตีพิมพ์ก็ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่เสื่อมความนิยมและยังได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ อีกหลายภาษารวมถึงภาษาไทย นวนิยายที่ได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลายแถมยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อย่างเรื่องนี้ หากมีดีแค่เนื้อเรื่องสนุกสนานชวนติดตามอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ใช่แล้ว ! The Great Gatsby เรื่องนี้มีเนื้อหาที่สะท้อนสังคมอเมริกันและค่านิยมในเรื่อง American Dream อย่างแยบคาย

สำหรับเรื่องย่อ นวนิยายเรื่อง The Great Gatsby ถูกบรรยายโดย นิค คาราเวย์ ชายหนุ่มเพื่อนบ้านที่เพิ่งย้ายเข้ามาและเป็นลูกพี่ลูกน้องกันกับเดซี่ บูคานัน ภรรยาแสนสวยของทอม บูคานัน หนุ่มชาติตระกูลดีเช่นเดียวกันกับเธอ นิค คอยเฝ้าสังเกตแก็ตสบี ชายผู้มั่งคั่งสุดลึกลับ เจ้าของคฤหาสน์หรูหลังโต แถมยังจัดปาร์ตี้เป็นประจำแทบจะทุกสัปดาห์ ทว่ากลับไม่มีใครที่เคยรู้จักหรือแม้แต่เห็นหน้าตาของเขา มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับหนุ่มเบื้องหลังงานปาร์ตี้และคฤหาสน์สุดหรูนี้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาของเขา ตัวตนของเขา หรืออาชีพของเขา กระทั่งวันหนึ่งนิคได้มีโอกาสได้ไปที่งานปาร์ตี้ของแก็ตสบี้ และได้รู้จักกับเขา ชายหนุ่มผู้ลึกลับจนกระทั่งกลายมาเป็นเพื่อนกัน เขาค่อย ๆ รู้จักแก็ตสบีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนค้นพบความจริงว่าแก็ตสบีเกิดและมีช่วงชีวิตวัยเด็กอยู่ในครอบครัวที่ยากจน กระทั่งได้รู้จักกับแดน โคดี้ ชายชราผู้ร่ำรวยและเอ็นดูเขา ซึ่งแก็ตสบีได้เรียนรู้มารยาทและการวางตัวจากเขา ก่อนที่เขาจะได้มาเจอกับเดซี่ บูคานัน และตกหลุมรักเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ แต่แก็ตสบีก็รู้ดีในเรื่องของความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างเขาและเธอ ทว่าความรักของเขาที่มีต่อเดซี่ได้เป็นกำลังใจสำคัญของเขาในการทะเยอทะยานที่จะประสบความสำเร็จและมั่งคั่งไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม และเขาก็มั่งคั่งขึ้นมาได้จริง ๆ น่าเหลือเชื่อจนดูเหมือนบ้า ที่เขาสร้างคฤหาสน์หลังโตบนอีกฟากหนึ่งของทะเลสาบตรงข้ามกับบ้านของเดซี่เพียงเพื่อจะได้แอบมองเธอในทุก ๆ วัน จัดปาร์ตี้เป็นประจำเผื่อว่าสักวันหนึ่งเดซี่จะอยากเข้ามาร่วมงาน ทว่าเดซี่ตอนนี้กับสาวน้อยเดซี่ในตอนนั้นไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะเธอได้แต่งงาน มีสามีที่มีทั้งความมั่งคั่งและชาติตระกูลเหมาะสมกับเธอเสียแล้วสิ แล้วอย่างนี้สิ่งที่แก็ตสบีพยายามมาตลอดจะสูญเปล่าหรือไม่ มาร่วมหาคำตอบได้ใน The Great Gatsby รักเธอสุดที่รัก

 

โรบินสัน ครูโซ Robinson Crusoe

สำหรับผู้ที่มีความสนใจในวรรณกรรมอังกฤษ นวนิยายเรื่อง “โรบินสัน ครูโซ” เขียนโดย แดเนียล เดโฟ (Daniel Defoe) เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หากจะไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้ เพราะวรรณกรรมเรื่องนี้นับเป็นนวนิยายเรื่องแรกของอังกฤษ และปัจจุบันได้รับการแปลแล้วหลายภาษาทั่วโลก สำหรับฉบับภาษาไทยของเราก็มีผู้แปลไว้หลายสำนวนอยู่เหมือนกัน เราสามารถเห็นภาพยนตร์ การ์ตูน หรือเกมต่าง ๆ ที่อ้างถึงชายผู้ติดเกาะร้างโดยลำพังเป็นเวลาหลายสิบปีจนสภาพร่างกายเปลี่ยนไป มีหนวดเคราและผมเผ้ารุงรัง ซึ่งภาพยนตร์ การ์ตูน หรือเกมเหล่านี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากที่ไหนอื่นเป็นไม่ได้นอกจากนวนิยายสุดคลาสสิกเรื่องนี้

โรบินสัน ครูโซ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของหนุ่มชนชั้นกลางชาวอังกฤษผู้หนึ่งที่กำลังไฟแรงและหิวกระหายความแปลกใหม่และสิ่งเร้าใจในชีวิตอย่างเช่น การล่องเรือโดยไม่สนใจเสียงห้ามปรามจากผู้เป็นพ่อแม่ เขาขออาศัยติดเรือไปกับพ่อค้าคนหนึ่งซึ่งในช่วงแรก ๆ เขากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแม้ว่าบางครั้งอาจเจอพายุบ้าง แต่ทุกครั้งที่เขาได้ออกเรือเขาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตเพิ่มมากขึ้น กระทั่งวันหนึ่งที่โชคไม่ดี เรือสินค้าของเขาดันล่ม ครูโซและลูกเรือคนอื่น ๆ แยกย้ายกระจายกันไปและเหลือเขาเป็นผู้รอดชีวิตอยู่เพียงคนเดียวในบรรดาลูกเรือทั้งหมด เขาได้พักอาศัยอยู่ที่เกาะที่เขาพบว่าตนอยู่ที่นั่นเมื่อฟื้นขึ้นและใช้ชีวิตอยู่บนเกาะแห่งนั้น ครูโซต้องเจออุปสรรคมากมายทั้งจากธรรมชาติ สัตว์ ความกลัวภายในจิตใจตนเอง และมนุษย์ แต่ไม่ใช่แค่สิ่งเลวร้ายเท่านั้นหรอกที่เขาประสบพบเจอเพราะสิ่งดี ๆ ก็เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างเช่น มิตรภาพของเขาและฟรายเดย์ (Friday) เด็กหนุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่ครูโซบังเอิญได้ช่วยชีวิตเขาจากการถูกกินจากชนเผ่าพื้นเมืองฝ่ายศัตรู ก็เป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพความยากลำบากและอันตรายบนเกาะร้างแห่งนี้ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นมุมมองและทัศนคติของครูโซที่พยายามมองทุกอย่างให้เป็นสิ่งประทานจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และหาข้อดีของมันจนทำให้เขาผ่านเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ไปได้

ตลอดทั้งเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ถูกบรรยายในรูปแบบของการเขียนบันทึกประจำวันโดยมีโรบินสัน ครูโซเป็นผู้เล่าเรื่อง และมีความสมจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียวราวกับเราได้อ่านไดอารี่ของเขาที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ เพราะแม้กระทั่งว่าหมึกปากกาที่ใช้เขียนใกล้จะหมดลงและผู้เขียนมีวิธีแก้ปัญหามันอย่างไรก็ถูกบรรยายเอาไว้ด้วยเช่นกัน

หากคุณเป็นผู้ชื่นชอบนวนิยายแนวผจญภัยที่สมจริง สนใจงานวรรณกรรมตะวันตกเก่า ๆ  หรือกำลังมีความท้อแท้ใจ นวนิยายเรื่อง โรบินสัน ครูโซ เป็นอีกเรื่องที่จะต้องทำให้คุณประทับใจ และเก็บไว้อยู่ในรายการหนังสือเล่มโปรดในดวงใจของคุณอย่างแน่นอน

 

 “ประมวลกฎหมายอาญา” เรื่องกฎหมายที่ประชาชนน่ารู้

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าบนโลกนี้ไม่มีกฎหมายอาญา? ถ้าให้นึกภาพ โลกใบนี้คงเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีกันมากกว่านี้ กฎหมายเลยถูกสร้างขึ้นมาให้ราษฎรทำตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สังคมในประเทศอยู่อย่างสงบสุขและปลอดภัย ประชาชนไม่ได้ถูกสั่งห้าม ว่าห้ามทำผิด แต่ถ้าทำผิดแล้วต้องยอมรับ และได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประมวลกฎหมายอาญา ฉบับสมบูรณ์เล่มนี้ได้เขียนถึง กฎหมายอาญาในประเทศไทยเอาไว้ 3 ภาค คือ 1. ภาคบทบัญญัติทั่วไป (ที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป) 2. ภาคความผิด มีอยู่ 12 ลักษณะ (ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งสหราชอาณาจักร,การปกครอง, การยุติธรรม, ศาสนา, ความสงบสุขของประชาชน, การก่อให้เกิดภยันอันตรายต่อประชาชน, การปลอมและการแปลง, การค้า, เพศ, ชีวิตและร่างกาย, เสรีภาพและชื่อเสียง, และเกี่ยวกับทรัพย์) และภาคลหุโทษ มี 3 ข้อ (ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม, พระราชบัญญัติ, กฎกระทรวง)

หนังสือเล่มนี้จะมีรายละเอียดย่อยของแต่ละภาค แต่ละหมวดให้ทำความเข้าใจกัน การมีหนังสือประเภทนี้วางขาย จะทำให้บุคคลทั่วไป ประชาชนอย่างเราสามารถหาซื้ออ่านกันได้เป็นความรู้ เพราะคนที่รู้เรื่องกฎหมายนั้นจะได้เปรียบกว่าคนไม่รู้ มีหลายกรณีมาก ๆ ที่พอเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น ฝ่ายที่รู้กฎหมายจะสามารถยกเอามาตรา หรือข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติออกมาพูดได้ ยกตัวอย่างเช่นกรณีฉ้อโกงหรือทุจริต อีกฝ่ายจะโกงเราได้ยากกว่ามาก ถ้าเรามีความรู้ทุกอย่างตั้งแต่ต้น รวมทั้งเรื่องกฎหมาย หรือประชาชนยังสามารถ ยกเอาเรื่องพวกนี้ไว้เตือนสติคนที่คุณรู้จักก็ได้ อย่างเช่น  คุณเจอหรือรูปจักกับแม่ค้าขายผลไม้ เขาทำผิดโดยการโกงตราชั่ง สิ่งที่เราจะพูดได้คือ แม่ค้าคนนี้ทำผิดใน “มาตราที่ 271 ความผิดเกี่ยวกับการค้า ว่าด้วย ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มีหลายการประทำมากที่ได้เห็นกันในสังคม ที่ผู้กระทำผิดไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำผิด พอมารู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว และคนที่ไม่รู้หลายคนก็เป็นเยาวชน บางคนเพียงทำเพราะเห็นผู้ใหญ่บางคนทำเลยทำตาม นี่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเด็กในอนาคตได้ แต่จริง ๆ คนที่เป็นเด็กถ้ารู้เรื่องกฎหมายไว้จะดีมากเช่นกัน เพราะมีเหตุการณ์ที่ผู้ใหญ่หลอกเด็กที่ดูไม่รู้อะไรโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเงิน เพราะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีคนต้องการมากที่สุด แต่ถ้าเด็กรู้เรื่องนี้ เขาจะสามารถรับมือ และบอกผู้ใหญ่ได้ทันการ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

หนังสือเล่มนี้เลยเหมาะสำหรับคนที่ยังไม่รู้กฎหมาย หรือต้องการทบทวน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนทั่วไปก็ควรจะอ่านไว้เป็นดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์แต่ละอย่างจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ การป้องกันไว้จึงดีกว่าวัวหายล้อมคอก การอ่านประมวลกฎหมายเลยเป็นวิธีที่ดีที่สุดวีหนึ่งที่จะปกป้องตัวเองและคนรอบข้าง จากคนกระทำผิดที่อาจเป็นภัยใกล้ตัวของเราในวันใดวันหนึ่งก็ได้

 

 “เกิดเป็นกระต่าย ต้องคิดให้ได้อย่างหมาป่า” หนังสือสอนการคิดนอกกรอบ

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Dave Trott นักโฆษณาผู้สร้างผลงานอันน่าจดจำ และเป็นที่รู้จักของผู้คน เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่ออยากให้ทุกคนคิดไกลกว่าปัญหาที่เห็นอยู่ คนหลายคนมองแค่สั้น ๆไม่ละเอียด หรือมองแค่โดยรวม มันจึงทำให้ปัญหาแก้ได้ไม่สุด หรืออาจจะแก้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างไม่ได้มีแค่องค์ประกอบเดียว ถ้าคุณลองมองให้กว้างกว่านี้ คุณจะเห็นว่ามันมีหลายสิ่งที่คุณกำลังมองข้ามไป ต้นเหตุของปัญหาที่คุณไม่เคนเห็นมาก่อน

ในบทแรก ผู้อ่านจะได้เรียนรู้เรื่อง “วิธีคิดที่อยู่นอกตำรา” รู้สึกว่าพอตัวเองได้อ่านแค่บทแรกก็น่าสนใจขึ้นมาแล้ว ซึ่งพอดูไปเรื่อย ๆ พบว่า หนังสือทั้งเล่มเป็นตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์จากคนแต่ละคน ที่นักเขียนรวบรวมมาเล่าให้ผู้อ่านทั้งหมดเลย และเรื่องราวของความคิดแต่ละคนนั้น บอกเลยว่าสุดติ่งมาก คือน่าสนใจทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องแรก การป่วนอย่างสร้างสรรค์ พนักงานคนหนึ่งที่สามารถทำให้ซีอีโอหัวปั่นได้ พออ่าน ๆ ไปแต่ละเรื่องก็คิดนะว่า ทำไมผู้เขียนรู้เรื่องราวเยอะขนาดนี้ เขาคงจดโน้ตไว้แทบทุกเรื่องในชีวิตที่เขาเคยเจอมาเป็นแน่

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ให้ โดยส่วนตัวแล้วก็เคยคิดว่า ตัวเองรู้เรื่องที่อยู่รอบตัวเยอะแล้วนะ เจอเรื่องที่ไม่ค่อยเจอโดยปกติก็เยอะ แต่พอได้อ่าน มันสอนให้เรารู้เลยว่า เรารู้ไม่เกิน 1%  เต็ม 100 จริง ๆ ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาในแต่ละหน้า เรื่องราวที่สร้างสรรค์ ถูกเรียบเรียงคำโดยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทั้งหมดพอได้อ่านแล้วก็ตื่นเต้นตาม แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันดูประหลาดและน่าสนใจในเวลาเดียวกัน นั่นทำให้รู้ว่าถ้าเราพูดคำว่า “ไม่รู้” มันดีกว่าพูดคำว่า “ฉันรู้แล้ว” เพราะสมองจะจำในสิ่งที่เราพูด และทำให้พฤติกรรมเราเป็นไปตามนั้น ทั้ง ๆ ที่อาจยังมีอีก 99% บนโลกที่ทุกคนอาจยังไม่รู้ก็เป็นได้

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะสื่อที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งเลยคือ “การเป็นคนช่างสังเกต” และไม่ใช่การทำทุกอย่างตามแบบฉบับ แต่ต้องมีการพลิกแพลง ผู้ที่สร้างสรรค์กว่าย่อมได้เปรียบมากกว่า เป็นเพราะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่กล้าทำอะไรนอกกรอบเหมือนหมาป่า แถมยังคิดได้อย่างชาญฉลาดอีก จริง ๆ ถ้าในเรื่องของการทำงาน ใครมีคนแบบนี้อยู่ในกลุ่ม จะมีโอกาสสูงมากที่จะได้ใจกรรมการ เวลานำเสนองาน หรือพูดคุยอะไรก็ตามกับลูกค้า หรือแม้แต่เจ้านายก็ตาม

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น เพราะทุกอย่างในเล่มสามารถนำไปปรับใช้ได้หมด คุณจะมีไหวพริบ ความรู้ การสังเกตทุกอย่างรอบตัวมากยิ่งขึ้น และยังสามารถจดสิ่งที่เห็นลงในสมุดโน้ตเล่มใดเล่มหนึ่งไว้ บางทีคุณอาจจะได้เจอเรื่องเหลือเชื่อ ที่คุณคาดไม่ถึงในวันนี้ หรืออาจจะเป็นพรุ่งนี้เลยก็ได้

 

“ขโมยสมองไอน์สไตน์” หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเป็นไอน์สไตน์เวอร์ชั่น 4.0

คุณคิดว่าไอน์สไตน์เคยโง่ไหม?  คงไม่เคยมีใครคิดถามคำถามนี้ด้วยซ้ำ เพราะทุกคนคนคงรู้จักไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีชื่อดัง จะเคยเป็นคนที่ไม่รู้อะไรได้อย่างไร แต่ในหนังสือเล่มนี้มีบอกไว้ว่า เขาป่วยเป็นภาวะบกพร่องทางด้านการอ่าน นั่นทำให้เขาไร้ความสามารถในด้านนี้ ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป เขาจึงต้องใช้วิธีอื่นในการจำสิ่งต่าง ๆ แทน เขาฝึกฝนในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ จนใคร ๆ ก็ต่างเรียกเขาว่า “อัจฉริยะ” เพราะเขาได้เริ่มทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ และสิ่งนั้นยังเป็นผลดีกับตัวเขาและคนอื่นอีกด้วย

คุณอาจตั้งคำถามว่า คนที่เป็นอัจฉริยะเขาเป็นมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า? แต่ถ้าลองคิดอีกคำถามคือ คนเหล่านี้เขาเกิดมามีบางส่วนในร่างกายบกพร่องหรือเปล่า เขาถึงไม่เหมือนคนอื่น? แล้วทำไมเขาจึงเป็นอัจฉริยะได้ล่ะ ทั้งที่เขาก็บกพร่องอยู่ แล้วเหตุใดคนที่มีครบ 32 เช่นคนทั่วไปอย่างเราจะเป็นอัจฉริยะไม่ได้? ถ้าคุณมองลึกลงไปอีกนิด คุณจะเห็นว่า คนที่เขาบกพร่องเขาพยายามทำสิ่งต่าง ๆ แค่ไหน เช่น คนตาบอด เขาบกพร่องทางสายตา แต่ก็ยังพยายามพัฒนาความสามารถส่วนอื่น แล้วเท่าที่เห็นคนส่วนใหญ่ชอบถามกันว่า ทำไมคนตาบอดแต่ละคนเก่งจัง? เก่งกว่าคนปกติอีก นั่นสิ คำถามแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในหมู่คนทั่วไป แต่คนที่เขาบกพร่องไม่ว่าจะด้านไหน เขาจะไม่ค่อยถาม แต่เขาจะทำ ทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองพัฒนามากขึ้น ด้วยความที่เขาคิดว่า บกพร่องแค่ส่วนนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้  หรือจะฝึกฝนอะไรไม่ได้

น่าแปลกที่ปัญหาของคนทั่วไปหลายคน คือ ไม่ยอมฝึกฝน ทั้งที่ตัวเองสามารถทำได้ดีกว่าคนที่บกพร่องทุกอย่าง มาถึงตรงนี้ รู้แล้วใช่ไหม ว่าไอน์สไตน์ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ เขาเกิดมาบกพร่อง แต่ก็เลือกที่จะฝึกฝนตัวเองอย่างหนักเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาคล้ายกับสิ่งที่คนทั่วไปทำได้มากที่สุด และสิ่งที่เขาทำมันกลับแหวกแนวสุด ๆ ไปเลย เขาทำสิ่งที่ตอนแรกคนคิดว่าเขาบ้า เพราะมันแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ยังยืนยันที่จะทำมันต่อไป จนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับ

เอาล่ะ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะบอกเรื่องคิดแบบไอน์สไตน์แล้ว ยังบอกถึงเรื่องราวของ “สมอง” วิธีและกลไกการทำงานของสมองคน ที่แต่ละคนจะถนัดที่จะเรียนรู้ในแบบที่ต่างกันออกไป การกระตุ้นจินตนาการด้วยกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การจดจำคำศัพท์ด้วยภาพ การเคลื่อนไหวลูกตา การกินอาหารที่เพิ่มประสิทธิภาพให้สมอง 100 เปอร์เซ็นต์ การเรียนแบบที่เหมาะสมกับเรา และเคล็ดลับต่างๆเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ที่เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้

หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณสามารถใช้สมองได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม หรือไม่คุณอาจกลายเป็นอัจฉริยะอีกคนไปเลยก็ได้ เพราะขนาดคนที่เกิดมาไม่สมบูรณ์เขายังทำได้ คุณคนปกติที่เกิดมาสมบูรณ์ย่อมทำได้ดีกว่าแน่นอน เพราะทุกอย่างมันไม่ได้เกี่ยวหรอกว่าคุณจะเกิดมาเป็นอย่างไร มันสำคัญที่ “คุณตั้งใจจะเป็นแบบไหน” ต่างหาก

 

 “ขาย 100 คน ซื้อ 99 คน” หนังสือที่จะสอนคุณให้ขายของเป็น

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย อะกิระ คะกะตะ ผู้ซึ่งถูกขนานนามให้ว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งการขาย” ผู้ที่มีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการขายตั้งแต่วันแรกได้อย่างไม่มีที่ติ และเขายังเปิดสอนการสัมมนาการขายโดยที่ผู้เข้าร่วมที่เป็นนักธุรกิจ ที่พอหลังจากเรียนแล้ว คนเหล่านี้สามารถเพิ่มยอดขายเป็นเท่าตัวให้บริษัทเลยด้วย

ปัญหาที่คนในปัจจุบันมักเจอทั้งก่อน และระหว่างการขาย คือ “ความกลัว” ว่าจะขายไม่ได้ เอาแบบนี้แล้วกัน คุณคิดว่าคุณทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร? คุณมีทัศนคติเช่นไรในการเจอคน? คนส่วนใหญ่ที่ขายไม่ได้มักบ่นและโทษทุกอย่างไปหมด ทั้งไม่เหมาะกับตัวเอง ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นนักขาย ตัวเองทำไม่ได้หรอก แต่ที่จริงเขาไม่ได้ไม่อยากทำหรอก แต่เขาแค่ “กลัว” เท่านั้น

คนที่ไม่ประสบความสำเร็จบนโลกใบนี้ไม่มีหรอก คนที่ล้มเหลว มีแต่คนที่ล้มเลิกไปก่อนก็เท่านั้น ลูกค้าที่เขาไม่เอาสินค้า บางทีไม่ได้เป็นเพราะสินค้าไม่ดี แต่ “คนแนะนำสินค้า” ต่างหาก ที่ทำให้ลูกค้าไม่อยากซื้อ หรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องอยู่ใกล้คนแบบนี้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีใจกลางหลักอยู่แค่ 1 อย่าง คือเรื่องของ “หัวใจ” ที่คิดจะดูแลผู้คนอย่างแท้จริง นักธุรกิจหรือเจ้าของธุรกิจบางคน ต้องการผลกำไรให้ตัวเองมาก ๆ โดยที่แทบไม่คำนึงถึง “ความรู้สึกของลูกค้า” ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างการแนะนำสินค้าของคุณ หลังจากนั้นก็อาจคิดว่าตัวเองถึงทางตัน บางคนล้มเลิก บางคนบังคับตัวเองให้ไปตามง้อลูกค้า เพราะคิดว่าอาจได้ผล ลูกค้าบางคนกลัวจนอาจวิ่งหนีไปเลยก็ได้ เพราะวิธีที่คุณใช้มันผิด และจริง ๆ มันไม่ได้ผิดแค่ตอนทำ แต่มันผิดตั้งแต่วิธีคิดในตอนแรกแล้ว หัวใจของการคิดทัศนคติคือหัวใจของการขายสินค้าแบบมีประสิทธิภาพ

หนังสือเล่มนี้จะสามารถแก้ไขวิธีคิดของคุณ ช่วยธุรกิจของคุณให้งอกเงยขึ้นมาได้แบบที่คุณไม่ต้องเหนื่อยง้อคนเหมือนเมื่อก่อน วิธีที่คุณ อะกิระ คะกะตะ ได้เขียนไว้เป็นวิธีที่จะนำคุณไปสู่ผลสำเร็จในแง่ของธุรกิจ เพราะเขามีทั้งวิธีที่ทำให้ลูกค้าไว้วางใจคุณ เรื่องของมนุษยสัมพันธ์ การเติมความสุขให้อีกฝ่าย การอธิบายสินค้า ความจำเป็น การปิดการขาย ความรู้สึกไม่ยอมแพ้ และอีกหลายหัวข้อที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ถ้าอยากขายได้

เคล็ดลับที่ผู้อ่านได้เห็นในหนังสือเล่มนี้ จะเป็นตัวช่วยที่ดีเยี่ยมให้การขายของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่น จยอยากโยนวิธีเดิม ๆ ลงถังขยะไปเลย เล่มนี้แสดงให้เห็นว่า “การช่วยเหลืออย่างแท้จริง” คือหัวใจที่สำคัญมาก ๆ เลยในการแนะนำสินค้าอะไรสักตัว หรือการคุยกับใครสักคน เพราะด้วยความที่คนทุกคนสามารถรู้สึกได้ถึงคำพูด และการกระทำของอีกฝ่ายว่าคนไหนจริงใจหรือไม่จริงใจ “ความรู้สึก” แรกเริ่มจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสานต่อความรู้สึกต่อจากนั้น และจะมีผลกระทบไปถึงการกระทำในอนาคตได้อีกด้วย หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนหัวใจตัวเองให้เป็นนักธุรกิจหรือนักขายที่ดี สามารถทำงานได้ย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ต้นเล่มว่า ชีวิตการขายของคุณจะเปลี่ยนไปเป็น ชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เลยทีเดียว

 

 “ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ สมุนไพรถอนพิษ” ของดีของไทยแต่โบราณ

สมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานหลายชั่วอายุคน รวมถึงผู้เฒ่าผู้แก่หลาย ๆ คนในปัจจุบันก็ยังคงใช้สมุนไพรในการปรุงยา หรือนำมาบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง นับว่าสมุนไพรเป็นยาดีเลยทีเดียว และถึงแม้ในปัจจุบันจะไม่ได้นิยมทานกันเท่ากับสมัยก่อน เพราะตอนนี้มีการคิดยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมตามหลักโภชนาการ ที่ทั้งผลิตจากธรรมชาติหรือประเภทสังเคราะห์ และอีกอื่น ๆ ที่สามารถมาแทนยาแบบโบราณหรือการใช้สมุนไพรได้

แต่การทานยาแผนปัจจุบันจะมีข้อกำจัดในการทานต่อหนึ่งครั้ง ว่าห้ามเกินปริมาณเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์สูง นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้อาการที่เป็นอยู่ หายเร็วกว่าการทานยาจากธรรมชาติแบบที่ไม่มีสารเคมีเลย คนส่วนมากในปัจจุบันจึงนิยมความรวดเร็วมากกว่า แต่ถ้าเกิดว่าคุณไม่เน้นความรวดเร็ว แต่เน้นได้สุขภาพเป็นหลัก คุณก็คิดถูกแล้วที่เลือกหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพราะจริง ๆ แล้ว สมุนไพรไม่ใช่แค่สามารถรักษาโรคได้เท่านั้น แต่ยังดูแลสุขภาพผู้คนให้แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย

ต้นไม้แต่ละต้นที่นำส่วนประกอบมาใช้ปรุงยา ในหนังสือเล่มนี้ได้บอกกรรมวิธีอย่างละเอียด ตั้งแต่ลักษณะของต้นไม้ ถิ่นกำเนิดความยาวของมันทั้ง ต้น ใบ ดอก ผล ยอดอ่อน ต่อด้วยวิธีการปลูก สำหรับคนที่ยังชอบทานยาแบบสมุนไพรอยู่ หรือคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการดูแลสุขภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย การปลูกจะใช้เวลาไม่นาน ไม่ว่าจะด้วยการเพาะเมล็ด แตกหน่อ ตอนกิ่ง ปักชำ หรือวิธีใดใดก็ตาม รวมทั้งจะบอกชนิดดินที่ควรใช้ปลูก ฤดูกาลที่จะได้ประสิทธิภาพมากที่สุด วิธีการดูแลต่อจากนั้น

และอีกอย่างที่สำคัญมาก ๆ เช่นกันคือ สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้ทำเป็นยา ว่ามีประโยชน์ สารอาหาร รักษา และป้องกันอะไรบ้าง แต่ละสมุนไพร ผู้เขียนได้บอกอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย และในส่วนของข้อมูลเพิ่มเติมในพืชบางชนิดคุณอาจจะได้เห็นประวัติบางอย่างของมันที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ทั้งเรื่องวัฒนธรรม ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และประโยชน์ของพืชที่คุณควรรู้เพิ่มเติม และอีกหนึ่งส่วนที่ไม่ควรอ่านข้ามเลยคือ ข้อควรระวัง คือสิ่งที่ผู้อ่านควรทำตามอย่างเคร่งครัด เพราะพืชบางชนิดมีสารบางอย่างที่อยู่ในพืชชนิดนั้นและผู้บริโภคไม่สามารถทานมากเกินไปได้

ด้วยความที่ผู้คนในปัจจุบันรักษาสุขภาพกันน้อยลง อาจเพราะขี้เกียจที่ต้องดูแลสุขภาพด้วยเอง ตามใจปาก ตามใจมลพิษที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นต่อไอเสียรถยนต์หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่สามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้ทั้งนั้น เราควรจะมีวิธีป้องกัน ดีกว่ามานั่งรักษาทีหลัง ซึ่งจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่เยอะและไม่คุ้มค่า การป้องกันโดยการทานอาหารที่มีสารอาหารที่ดี และทานพวกพวกพืชสมุนไพร สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินเยอะเพื่อรักษาตัวเองให้หายจากโรคต่าง ๆที่ จะเกิดขึ้นจากพฤติกรรรมการใช้ชีวิตของเราในอดีตเลย