พรสวรรค์ที่มาพร้อมกับพรแสวง ลิโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลหมายเลข 1

ในทุกวงการกีฬาย่อมต้องมีเบอร์ 1 กันทั้งนั้น ฟุตบอลก็เป็นเช่นนั้น หากจะให้พูดถึงนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกคงจะต้องมีเสียงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างแน่นอนด้วยเพราะในตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้นมีนักเตะ 2 คน ที่อยู่ในข่ายจะต้องมานั่งถกเถียงกันว่าใครเจ๋งกว่า ใครควรจะเป็นหมายเลขหนี่ง นั่นก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยพรสวรรค์และเรื่องราวในวัยเด็กของชายคนนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์พอ ๆ กับฝีเท้าของเขา จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้เราอยากไปทำความรู้จักกับผู้ชายที่ชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่ ให้มากขึ้น

ความสำเร็จที่คู่ควรกับหมายเลข 1 คิง เลโอ

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success คือ คำตอบที่เมสซี่ใช้ตอบสื่อเมื่อถูกถามว่าคุณทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักเตะอาชีพ ซึ่งแปลได้ว่า “ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน” Lionel Andres Messi Cuccittini เป็นชาวอาร์เจนไตน์ เกิดเมื่อ 24 มิถุนายน 1987 เค้าเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรนิวเวลส์โอลด์บอยส์ในอาร์เจนตินาด้วยวัยเพียง 7 ขวบเท่านั้น และความมหัศจรรย์บนโลกลูกหนังก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่นั่นเอง เมสซี่ในวัยเด็กเริ่มต้นอาชีพกับทีมในบ้านเกิดด้วยการกดไปเกือบ 500 ประตูตลอดเวลาที่ลงเล่นเพียงไม่กี่ปี จนได้ฉายาว่า The Machine of 87 หรือ เครื่องจักรแห่งปี 87 ก่อนจะถูกสโมสรบาร์เซโลนาเซ็นสัญญามาร่วมทีมในวัย 13 ปี และโดดเด่นจนลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาด้วยอายุเพียง 18 ปี และกลายเป็นตำนานของทีมเช่นในทุกวันนี้

ความสำเร็จมากมายบนเส้นทางนักฟุตบอลของเมสซี่เป็นเครื่องการันตีความเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งรางวัลเฉพาะบุคคล เช่น ฟีฟ่าบัลลงดอร์ 5 สมัย, นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป 2 สมัย และรองเท้าทองคำ ยุโรป 4 สมัย เป็นต้น ในสโมสรเองก็สามารถกวาดแชมป์ลาลีกาได้ถึง 10 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 4 สมัย และแชมป์รายการอื่นอีกมากมาย แต่น่าเสียดายไม่น้อยที่ในนามทีมชาติแล้วเมสซี่ยังไม่สามารถพาทีมชาติอาร์เจนตินาประสบความสำเร็จในรายการสำคัญได้เลย

เรื่องเหลือเชื่อของชายผู้มหัศจรรย์ก่อนจะมาเป็นตำนาน

อันที่จริงแล้ว เมสซี่ควรต้องสิ้นสุดอาชีพนักฟุตบอลไว้เมื่อายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้น ด้วยเพราะเขาถูกพบว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตตามวัย หรือโรคเด็กเตี้ย ซึ่งจะทำให้เขามีรูปร่างเหมือนเด็กไม่สามารถเล่นฟุตบอลอาชีพได้ โดยความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเพียง 1 ใน 20 ล้านคนเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ ด้วยครอบครัวที่คอยสนับสนุนเขาจึงได้ส่งเทปการเล่นฟุตบอลของเมสซี่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อันเหลือเชื่อไปยังบาร์เซโลนา จนได้รับเชิญให้เข้าทดสอบฝีเท้า และท้ายที่สุดก็จบลงที่การทำสัญญาเป็นนักเตะของสโมสร ด้วยเงื่อนไขที่บาร์เซโลนาจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดถ้าเขายอมย้ายไปอยู่ที่สเปน ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หากไม่มีบาร์เซโลนาเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก เมสซีก็อาจไม่ได้เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกเช่นทุกวันนี้

เมสซี่ คือตัวอย่างที่ดีของนักกีฬาที่ต้องการประสบความสำเร็จ นักเตะที่มีพรสวรรค์ หากถูกขัดเกลาอย่างเหมาะสม บวกกับพรแสวงในการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ย่อมพาบุคคลนั้นไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ ประโยคที่เมสซี่กล่าวว่า ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน จึงเป็นจริงทุกประการ

ฟุตบอลไทย ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบศตวรรษ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเรามีกีฬาประจำชาติ คือ มวยไทย และตะกร้อ แต่ด้วยลักษณะนิสัยของคนไทยที่สามารถเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่าย จึงทำกีฬาที่มีความเป็นสากลอีกหลายประเภทได้รับความนิยมไปด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นก็คือกีฬาฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากคนไทยทุกเพศ ทุกวัย และความใฝ่ฝันที่แฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศต้องการให้เกิดขึ้นมาโดยตลอดคือการได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปโลดแล่นอยู่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลก

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ คณะฟุตบอลสยามจึงได้ถือกำเนิด

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ ณ ประเทศอังกฤษเพื่อนำวิชาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทย โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นคนแรกภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็ว่าเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะภูมิอากาศของไทยที่ค่อนข้างร้อน และอีกหลายฝ่ายที่เห็นว่าเป็นการแข่งขันที่อันตรายต่อผู้เล่นมากเกินไป ในยุคสมัยแรกนี้กีฬาฟุตบอลจึงยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

ฟุตบอลไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความสนพระทัยในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งได้ตราข้อบังคับของสมาคมฯ ภายใต้โครงสร้างการบริหารสมาคมโดยคณะสภากรรมการ และในปีเดียวกันนั้นเองประเทศไทยก็ได้ถือกำเนิดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่ (ถ้วยพระราชทานประเภท ก) และฟุตบอลถ้วยน้อย (ถ้วยพระราชทานประเภท ข) ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 เมื่อประเทศสยามได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาจนถึงทุกวันนี้

บอลไทยก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว…ฟุตบอลโลก

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะฟุตบอลสยามสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ตามหนังสือเชิญของ จูล ริเมท์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น ซึ่งเป็นชาติแรกในทวีปเอเชียที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA และนับเป็นลำดับที่ 37 ของโลก อันถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญของฟุตบอลไทยในเวทีสากล

จากวันที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA นับเป็นเวลากว่า 90 ปี แม้ว่ามาตรฐานฟุตบอลไทยในปัจจุบันจะยังไม่ใกล้เคียงกับการได้เข้าไปสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก โดยเมื่อต้นปี 2019 ทีมชาติไทยอยู่ในอันดับ 115 ของโลก แต่ชาวไทยก็ยังคงสนุก และมีความสุขที่ได้ลุ้นได้เชียร์ทีมชาติไทยอยู่เสมอ ดังนั้น เป้าหมายร่วมกันของสมาคมฯ นักฟุตบอล และกองเชียร์ชาวไทย ที่จะได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปวาดแข้งในฟุตบอลโลก ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนให้วงการฟุตบอลไทยจะยังคงเดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในเร็ววัน และหากวันนั้นมาถึงประเทศไทยคงตลบอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความสุขที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

กำเนิดกีฬาฟุตบอล…วัฒนธรรมการละเล่นจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของผู้คนทั่วโลกจากจำนวนประชากรกว่า 260 ล้านคนที่หลงรักกีฬาประเภทนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดในการจัดอันดับให้กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬามหาชนอันดับ 1 กีฬาที่ใช้เท้าเป็นอวัยวะหลักในการเล่นตามชื่อของมัน แบ่งข้างผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายเพื่อแย่งกันครอบครองลูกบอลที่มีเพียงหนึ่งเดียว และเป้าหมายคือการยิงประตูฝ่ายตรงข้ามเพื่อชัยชนะภายในเวลา 90 นาที ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกติกาการเล่นพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้ที่ใคร ๆ ก็คงทราบกันดี หากแต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ากีฬาฟุตบอลมีประวัติที่ยาวนานมากเพียงใด

ความรุ่งเรืองของกีฬาฟุตบอลที่พิสูจน์ได้ทางประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นที่คาดการณ์ว่ากีฬาฟุตบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีนบนแผ่นดินราชวงศ์ฮั่น ในชื่อ ซือ-ชู (Tsu-Chu) ซึ่งเป็นการแข่งเตะลูกบอลกลมที่ทำจากหนังสัตว์ แม้บางประเทศในยุโรปจะมีการละเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาฟุตบอลและเป็นข้อโต้แย้งถึงประเทศผู้ถือกำเนิดกีฬาฟุตบอลอย่างประเทศฝรั่งเศสที่มีการละเล่น ซูเลอ (Soule) และประเทศอิตาลีที่มี จิโค เดล กัลโช (Gioco Del Calcio) แต่ทาง FIFA ก็ได้ยืนยันว่า ซือ-ชู คือ ต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล

ทั้งนี้ ยังคงมีบางทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับกำเนิดของกีฬาฟุตบอล จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกีฬา เชื่อว่ากีฬาในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่เล่นโดยใช้ลูกบอล แท้จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา เพราะหากย้อนไปก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา จะพบว่าคนพื้นถิ่นในทวีปอเมริกามีวัฒนธรรมนิยมการละเล่นที่ต้องใช้ลูกบอลที่ทำมาจากยางไม้ซึ่งมีน้ำหนักมาก ชาวมายา, เตโอติฮัวคานอส และแอสเท็กซ์ นิยมการละเล่นชนิดนี้มาแล้วเกือบ 3,000 ปี โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป

ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่ เอกลักษณ์ของกีฬาลูกหนัง

แม้ประวัติความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลจะมีมาอย่างยาวนานแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดกำเนิดฟุตบอลที่มีเพียงการเล่นเป็นทีม เน้นการใช้เท้าเตะลูกบอลกลม ๆ แต่ก็ยังสามารถใช้อวัยวะส่วนอื่นของร่างกายเข้ามาเป็นตัวช่วยได้โดยไม่ผิดกติกา รวมถึงความรุนแรงในการเข้าปะทะที่ไม่มีลิมิตจนบางทีก็เหมือนละเล่นที่เน้นหนักกับการปะทะและการตะลุมบอน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอย่างมาก

ดังนั้น หากจะพูดถึงถิ่นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่อย่างที่พวกเราทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้ ซึ่งมีรูปแบบ และกติกาการแข่งขันที่ชัดเจน ก็คงต้องยกให้ประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอลสมัยใหม่ไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ระบุได้ว่าประเทศอังกฤษ คือประเทศแรกที่ก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association) หรือ FA ขึ้นในปี พ.ศ. 2406 โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษนี่แหละที่ได้ออกกฎการเล่นฟุตบอลที่เป็นมาตรฐานรวมถึงการออกกฎข้อสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของกีฬาฟุตบอล คือการห้ามใช้มือพาบอล นั่นจึงเป็นที่มาของกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอันเป็นที่คลั่งไคล้ของคนทั้งโลก

VAR เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานคำตัดสินในกีฬาฟุตบอล

Video assistant referee หรือ VAR คือ เทคโนโลยีภาพช้าที่ถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยให้กรรมการผู้ตัดสินในเกมกีฬาสามารถตัดสินได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น สามารถลดข้อผิดพลาดของคำตัดสินในจังหวะสำคัญของเกมกีฬาจนเกือบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้  ในแวดวงบาสเกตบอล NBA หรือกีฬาคนชนคนอย่างอเมริกันฟุตบอล NFL รวมถึงกีฬาเทนนิสในรายการใหญ่ ได้นำ VAR เข้ามาเป็นตัวช่วยของกรรมการอยู่นานแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่า VAR สามารถช่วยให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น นักกีฬาและแฟนกีฬาเองก็พึงพอใจกับผลการแข่งขันที่มีความเที่ยงตรงมากขึ้น แต่สำหรับฟุตบอล VAR ถือว่าเป็นของใหม่ เปรียบเหมือนเด็กหัดเดินที่ต้องมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง วันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จัก VAR ในโลกของฟุตบอลให้มากยิ่งขึ้น

ความถูกต้องของคำตัดสินที่อาจแลกมาด้วยเกมที่น่าเบื่อ

VAR เริ่มทดลองใช้ครั้งแรกในเกมลูกหนังเมืองมะกันเมื่อปี 2016 ในการแข่งขันของทีมสำรองในเมเจอร์ลีก และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากรายการฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชันส์คัพ 2017 ด้วยระบบการทำงานที่ใช้การบันทึกวิดีโอการแข่งขันตลอดทั้งเกม โดยจะถูกติดตั้งไว้ตามจุดที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นบริเวณกรอบเขตโทษ เพื่อช่วยตรวจสอบการล้ำหน้า การทำฟาวล์ หรือการตบตาต่าง ๆ และกรรมการจะใช้ VAR ช่วยตัดสินได้เฉพาะกรณีจำเป็นใน 4 ลักษณะ คือ

1.การตัดสินให้หรือไม่ให้เป็นประตู หากมีกรณีไม่แน่ใจว่ามีการทำมีการฟาวล์กันก่อน ล้ำหน้าหรือไม่ ลูกบอลข้ามเส้นแล้วหรือยัง

2.การให้หรือไม่ให้จุดโทษ ในกรณีที่ต้องดูความชัดเจนของตำแหน่งที่มีการทำฟาวล์ หรือการตบตาผู้ตัดสินเพื่อเรียกจุดโทษ

3.การแจกใบแดงโดยตรง ในกรณีที่ทำฟาวล์อย่างรุนแรง หรือทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง

4.ป้องกันการให้ใบเหลืองหรือใบแดงผิดคน

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA มีความพยายามอย่างสูงที่จะใช้ VAR เป็นส่วนหนึ่งในกีฬาฟุตบอลเพื่อแบ่งเบาภาระและเพิ่มมาตรฐานให้แก่ผู้ตัดสิน แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ ข้อ ที่ทำให้ VAR มักถูกตั้งกำแพงทั้งจากนักฟุตบอล ผู้จัดการทีม หรือแม้แต่กองเชียร์ เพราะด้วยความสนุกของเกมที่ต้องเล่นกันนานถึง 90 นาที จะมีก็แต่เพียงพักครึ่งเวลา และช่วงเวลาที่มีการทำฟาวล์หนัก ๆ จนต้องมีการปฐมพยาบาลเท่านั้นถึงจะมีการหยุดเกม แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่ง VAR เป็นที่ยอมรับก็เพราะกีฬาเหล่านั้นมักจะมีการหยุดเวลาระหว่างเกมเป็นปกติอยู่แล้ว นั่นจึงเป็นข้อกังขาที่ว่าหากนำ VAR มาใช้กับฟุตบอล มนต์เสน่ห์ของกีฬาลูกหนังก็อาจถูกทำลายลง

พิสูจน์ได้!! VAR มาตรฐานที่ยกระดับเกมลูกหนัง

ด้วยความพยายามของ FIFA ทำให้ในปัจจุบัน VAR เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยการตัดสินที่มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นแทบจะ 100% การใช้ VAR ในการแข่งขันจริงที่ไม่ได้มีจังหวะเป่าหยุดเกมบ่อยครั้งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ความไหลลื่นของเกมไม่เสียไป  แต่กลับได้คำตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมมากขึ้น เหล่านี้จึงทำให้ VAR เติบโตขึ้นในวงการลูกหนัง

ลีกฟุตบอลชั้นนำของยุโรปทั้ง ลาลีกา สเปน, กัลโซ เซเรียอา อิตาลี และบุนเดสลีกา เยอรมัน ต่างใช้ระบบ VAR อย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในฤดูกาล 2019/2020 ลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็จะเริ่มใช้ VAR อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่น่าจับตามองถึงความเปลี่ยนแปลงไปอีกก้าวในโลกลูกหนัง

ลีกยุโรปเชียร์สนุก ลุ้นได้ทั้งปีไม่มีเบรก

เป็นที่ยอมรับว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกที่ดีที่สุดคงตกยกให้ลีกทวีปยุโรป ทั้งลาลีกา สเปน, กัลป์โซ เซเรียอา อิตาลี, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลีกเอิง ฝรั่งเศส และบุนเดสลีกา เยอรมัน คือ ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป หรือจะบอกว่าใหญ่สุดบนโลกใบนี้ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสด หรือติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับลีกใหญ่ทั้ง 5 ได้จากสื่อทุกช่องทาง นั่นจึงทำให้ทวีปยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจลีกลูกหนังไปโดยปริยาย นอกจากความยิ่งใหญ่ของลีกการแข่งขันแล้ว การซื้อขายนักเตะของทีมในลีกเหล่านี้ก็กินขาดทีมจากทวีปอื่นเช่นกัน

ตลาดนักเตะแพงโหด… แฟนบอลลุ้นจนตัวโก่ง

                หลังจากการแข่งขันที่ขับเคี่ยวตลอดเวลา 9 เดือนผ่านพ้นไป ลีกในทวีปยุโรปต่างทยอยปิดม่านฤดูกาล 2018/2019 ซึ่งนั่นจะทำให้แฟนบอลไม่ได้ชมการแข่งขันบนพื้นหญ้าประมาณ 3 เดือน แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้ความน่าสนุกตื่นเต้นของฟุตบอลยุโรปลดน้อยลงไปได้เลย ในทางกลับกันช่วงเวลาปิดฤดูกาลคือช่วงเวลาที่แฟนบอลแต่ละสโมสรจะคอยลุ้น คอยติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่าทีมรักจะซื้อนักเตะรายใดเข้ามาเสริม เพื่อยกระดับทีมไปท้าชิงความสำเร็จในฤดูกาล 2019/2020

                การแข่งขันของทีมฟุตบอลถูกเปลี่ยนจากฟลอหญ้าไปสู่การแข่งขันในตลาดนักเตะแทน ในทุก ๆ ปี ตลาดนักเตะจะถูกยกระดับการแข่งขันให้ทวีความรุนแรงขึ้น ราคาค่าตัวนักเตะที่สโมสรต้องจ่ายเพื่อนำเข้านักเตะที่เหมาะสมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นในทุกปี ปัจจุบันค่าตัวนักเตะที่แพงสุดเป็นสถิติโลก คือ เนย์มาร์ สตาร์ทีมชาติบราซิล ที่ย้ายจากบาเซโลน่า ไปสู่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 222 ล้านยูโร (ประมาณ 8,800 กว่าล้านบาทไทย) แม้สถิติค่าตัวของเนย์มาร์จะยากต่อการทำลาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือราคานักเตะในตลาดที่ถูกปรับบรรทัดฐานต่างไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนแบบเทียบไม่ติด นักเตะเกรดบี หรือพวกดาวรุ่งอาจถูกปักป้ายขายได้สูง 30 – 60 ล้านปอนด์ แบบสบาย ๆ และถ้าหากสโมสรใดต้องการนักเตะเกรดเอ หรือพวกซุปเปอร์สตาร์ แน่นอนว่าย่อมต้องจ่ายไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ จึงเป็นที่จับตาว่าตลาดนักเตะในทวีปยุโรปคราวนี้จะดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน แฟนบอลแต่ละทีมคงต้องลุ้นกันต่อไปว่าทีมรักจะสามารถหาเงินมาทุ่มเงินซื้อนักเตะที่ตนแอบลุ้นมาได้หรือไม่

มูลค่ามหาศาลแลกกับความสำเร็จของสโมสร

                แม้ตลาดนักฟุตบอลจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นไปอีกมากแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สโมสรยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อนักเตะเพียง หนึ่งหรือสองคน นั่นก็เพื่อซื้อความสำเร็จของสโมสร เพราะหากสามารถซื้อความสำเร็จให้สโมสรได้ย่อมแปลว่าเงินที่จ่ายไปจำนวนมหาศาลนั้นคุ้มเกินคุ้ม และนอกเหนือจากความสำเร็จในการแข่งขันแล้ว นักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์ย่อมสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับทีมได้ไม่ใช่น้อย ทั้งรายได้จากโฆษณา การจำหน่ายสินค้าที่ระลึกและจำนวนฐานแฟนบอลที่เพิ่มขึ้นจากความชื่นชอบในตัวนักฟุตบอล เป็นต้น

เมื่อดูทิศทางของตลาดนักเตะแล้ว ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าราคาค่าตัวของเนย์มาร์ ที่ปารีส แซงต์ แชร์ก แมง ทำไว้เป็นสถิติโลก ย่อมต้องถูกทำลายลงได้ในวันใดวันหนึ่ง จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่ที่ว่านักเตะที่คู่ควรกับราคาค่าตัวที่ได้ชื่อว่าเป็นสถิติโลกนั้นจะแจ้งเกิดเมื่อใด และสโมสรใดที่จะบ้าคลั่งพอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลได้มากกว่าปารีส แซงต์ แชร์ก แมง หรือบางทีอาจเป็นปารีส แซงต์ แชร์ก แมง เองที่ทำลายสถิติที่ตัวเองสร้างขึ้นก็เป็นได้

จิตวิทยาแค่ 1 % จะทำให้คุณ “เหนือ” คน ผู้เขียน เฌอมาณย์ รัตนพงศ์ตระกูล

หากคุณเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จมาหลายเล่ม หลายเล่มมีสิ่งเดียวกันคือความพยายามความเพียร การมีเป้าหมายที่ชัดเจน แต่ว่านอกจากเราจะต้องต่อสู้กับตัวของเราเองแล้ว สิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือการทำงานกับคน และหนังสือเล่มนี้จะมาแนะนำเกี่ยวกับไหวพริบที่จะทำให้คุณเอาชนะใจคนได้ การมี Connection ที่ดีย่อมทำให้งานของคุณราบรื่น ซึ่งผู้เขียน เฌอมาณย์ รัตนพงศ์ตระกูล ได้การันตีไว้ว่า หากคุณเรียนรู้จิตวิทยาเพียง 1 % นี้จะทำให้คุณเป็น “สุดยอดคน”

                ในสังคมการทำงาน หลายคนที่อยากจะไต่เต้าขึ้นไปในระดับสูง ๆ มันจะใช้การเอาอกเอาใจหัวหน้า หรือคนที่มีความสำคัญหรือเรียกตามภาษาทั่วไป คือการประจบประแจง แต่หนังสือเล่มนี้จะมาสอนวิธีเรียนรู้ที่จะสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นที่ไม่ใช่วิธีการประจบประแจง แต่เป็นการใช้ไหวพริบและหลักจิตวิทยาที่เฉียบแหลมเพื่อให้ผู้อื่นคล้อยตามเรา จิตวิทยาง่าย ๆ เริ่มจากการแต่งตัวและบุคลิกภาพของเรา หากเรามีบุคลิกภาพที่ดีเป็นความประทับใจแรกพบเมื่อได้เจอ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะสามารถต่อยอดไปยังเรื่องอื่น ๆ ได้

                การรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดีและการใส่ใจรายละเอียดของคนตรงหน้าคุณ จะช่วยให้บทสนทนาของคุณราบรื่นไปด้วยดี ยิ่งหากถ้าเป็นคู่แข่งของคุณ สิ่งที่ควรรู้คือจุดแข็งและจุดอ่อนของเขา เพื่อที่เราจะได้นำมาปรับใช้เป็นประโยชน์ของเราได้ แต่อย่าทำตัวเก่งจนเกินไป คนส่วนใหญ่มักจะชอบคนที่ถ่อมตัว แต่ก็ไม่ควรถ่อมตัวจนกลายเป็นดูถูกตัวเอง นอกจากนี้ผู้เขียนยังสอดแทรกการติดต่อกับลูกค้า หลักจิตวิทยาที่จะทำให้ลูกค้าไว้ใจสินค้าของคุณและเชื่อใจคุณ ดูแลลูกค้า และเอาใจใส่แบบพอดี ไม่ทำให้ลูกค้าอึดอัดจนมากเกินไป หรือการเป็นผู้นำที่ดีที่จะสามารถทำให้ลูกน้องเชื่อฟังและเคารพคุณได้ หรือแม้กระทั่งเวลาที่ดีที่สุดในการโทรหาใครสักคน วิธีการพูดหรือการควบคุมบทสนทนาให้ราบรื่น และเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ อีกมากมาย

                จิตวิทยาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ถ้าเราใช้ให้ถูกทางถูกวิธีและถูกคน ยิ่งจิตวิทยากับคนแล้วล่ะก็ หากใช้มากจนเกินไปเราจะกลายเป็นคนที่ดูเหมือนไม่จริงใจ สิ่งสำคัญที่สุดของการทำงานกับคนคือ “ความจริงใจ” อย่าทำอะไรที่มันฝืนใจเราจนเกินไป เพราะเราจะทำไม่ได้นานแล้วสุดท้ายจะกลายเป็นเราเองที่ลำบากใจ จิตวิทยาเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและไม่ยาก เพียงเราเข้าใจมันให้มากพอ การเอาชนะใจคนหากเราสามารถทำได้จะส่งผลดีต่อตัวเราเองและการทำงานของเรา จงเป็นคนที่เก่งและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นไว้ ทำความเข้าใจคนอื่นด้วยใจจริงของคุณ อย่าเป็นคนเก่งที่โดดเดี่ยว เก่งแต่ไม่สามารถร่วมงานกับใครได้เลย เท่านี้ก็จะทำให้คุณเป็นทั้งคนที่เก่งและประสบความสำเร็จ

ฉลาดแค่ไหนไม่เท่ามีนิสัยเหมือนคนสำเร็จ ผู้เขียน คริส อิสระสกุล

เคยรู้สึกเบื่องานที่ทำไหม อึดอัดใจที่จะต้องพูดเรื่องงานหรือเปล่า รู้สึกชีวิตน่าเบื่อ ทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ เปลี่ยนงานมากี่ที่ ก็ยังไม่เจอที่ที่ทำให้เรามีความสุขกับการทำงานสักที หลายคนโทษงาน หลายคนโทษคนในที่ทำงาน แต่ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ล่ะ แท้จริงแล้วมันเพราะอะไรกันแน่ หรือที่จริงแล้ว เป็นเพราะตัวคุณเอง

                คริส อิสระสกุล ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ให้คำตอบคุณไว้แล้ว สิ่งที่พบในปัจจุบันนี้ผู้คนแสวงหาความสำเร็จ แต่หลายคนยังไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้ หลายคนเฝ้ารอความสำเร็จแต่กลับไม่พยายาม เฝ้ารอไปวัน ๆ รอแค่ให้โอกาสมาถึง มองแต่ปัญหารอบตัว แต่ไม่เคยมองเห็นปัญหาของตัวคุณเอง เคยไหม กับการที่เราพิจารณาตัวเองว่า เรายังขาดอะไร เรามีข้อบกพร่องตรงไหน แล้วคุณพร้อมจะแก้ไขมันหรือยัง

                อย่ามัวรอความสำเร็จจนความล้มเหลวมาถึง หลายคนมีข้ออ้างให้ตัวเสมอ เพื่อที่จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง อายุยังน้อยยังมีเวลาที่จะประสบความสำเร็จอีกเยอะ หรืออายุเยอะมากแล้วไม่เห็นประสบความสำเร็จเสียทีพอละกัน ถ้าเรามีข้ออ้างในการรอหรือหยุดที่จะทำ เมื่อไหร่สิ่งที่เราหวังมันจะมาถึง หากเราเพิ่งเริ่มต้นเราควรที่จะรีบลงมือทำ แต่ถ้าหากเราล้มเหลวมากมายแล้ว เราควรหยุดความล้มเหลวเหล่านั้นซะ และสิ่งที่จะทำให้เราทำสิ่งเหล่านี้ได้คือ มองเห็นจุดบกพร่องของตัวเอง แล้วเริ่มเปลี่ยนแปลงมัน

                ความสำเร็จและความล้มเหลวนั้นหลายคนอาจจะมองว่ามันคือสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกัน แต่แท้จริงแล้วมันคือเรื่องเดียวกัน และถ้าเรารู้จักทั้งสองอย่างนี้ดีมากพอ เราก็จะสามารถผ่านปัญหาอุปสรรคที่มีมาได้ เริ่มมองหาข้อเด่นข้อด้อยของตัวเองจากเรื่องใกล้ตัว เรื่องเล็ก ๆ ที่คุณมองข้ามไป วันหนึ่งมันอาจจะสะสมจนกลายเป็นเรื่องเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของคุณก็เป็นได้ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ได้จับประเด็นเล็ก ๆ ที่คุณมองข้ามไป หรือปัญหาเรื่องใดที่เป็นจุดอ่อนของคนในปัจจุบันที่เกิดจากตัวเราเองและหากคุณจะไปให้ถึงความสำเร็จคุณต้องปรับเปลี่ยนมัน

                หัวใจหลักของความสำเร็จ อันดับแรกคุณต้องมีความ “อยากประสบความสำเร็จ” เสียก่อน ถ้าหากคุณใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยที่ไม่มีเป้าหมายล่องลอยไปเรื่อย ความล้มเหลวคงแวะมาเคาะประตูบ้านก่อนความสำเร็จแน่ ๆ หากคุณมีความอยากที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต คุณจะมีแรงผลักดันในตัวเอง กระตือรือร้นที่จะเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ และจะรู้สึกสนุกกับมัน หาให้เจอว่าอะไรก็ตามที่คุณทำแล้วไม่มีความสุข คุณควรแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนมันหรือยัง อย่าใช้เวลาให้เสียไปเพื่อผ่านไปวันต่อวันเท่านั้น ไม่มีความสำเร็จใด ได้มาโดยไม่ใช้ความพยายาม แต่ความพยายามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอเท่ากับรู้ว่าควรพยายามในเรื่องไหน ไม่มีอะไรสายเกินไปที่จะเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแปลง วันนี้คุณคิดที่จะเริ่มต้นแล้วหรือยัง? 

กระตุ้นสมองให้ผลิตไอเดีย เขียนโดย JACK FOSTER แปลโดย พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

หากคุณกำลังเจอทาง “ตัน” คิดงานไม่ออก หาไอเดียไม่เจอ ขาดแรงบันดาลใจ หรือว่าคิดแค่ไหนก็ได้ไอเดียที่ไม่ดีพอสักที หนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ แจ๊ค ฟอสเตอร์ ผู้เขียน เจ้าของรางวัลบุคคลสร้างสรรค์แห่งปี จากสมาคมความคิดสร้างสรรค์แห่งลอสแอนเจลิส ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวเทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้ไอเดียของคุณพุ่งกระฉูดจากประสบการณ์การทำงานในวงการโฆษณามานานกว่า 40 ปี ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ มีหลักทางจิตวิทยามาเกี่ยวข้อง ทำให้เทคนิคต่าง ๆ นี้สามารถใช้ได้กับทุกคน

                โดยบทแรกของหนังสือเล่มนี้ จะเป็นการแนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “ไอเดีย” ว่าแท้จริงแล้วไอเดียคืออะไร สิ่งที่เรารู้อยู่ตอนนี้หรือทำอยู่ตอนนี้ใช้ไอเดียจริง ๆ หรือไม่ และเมื่อรู้จักไอเดียแล้วสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อมาคือ จะทำยังไงถึงจะทำให้เราจัดการความคิดของเราให้พร้อมรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ และสุดท้ายจะเป็นวิธีการคิดไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่า ควรอ่านเรียงตามลำดับที่ผู้เขียนจัดเรียงไว้เพื่อทำให้เกิดผลอย่างที่ควรจะเป็น

                การจะเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ ได้นั้นมันเริ่มจากการจัดการความคิดและความรู้สึกของเราก่อน ถ้าเรารู้สึกสนุกกับมันเราก็จะสามารถอยู่กับมันได้นาน และบางครั้งเราอาจจะต้องใช้ความเป็นเด็กที่มีในตัวเรามาช่วยในการค้นหาไอเดียใหม่ ๆ บางอย่างอาจจะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เรามองข้ามมาตลอดก็ได้ แต่การที่จะหาไอเดียใหม่ ๆ ให้โลกจำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้น เขาใช้เวลาในการทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านานหลายปี บางคนล้มเหลวเป็นพันครั้ง แต่เขาไม่ยอมแพ้และไม่กลัวความล้มเหลว ซึ่งนี่ก็เป็นจุดสำคัญของนักคิดไอเดียทั้งหลาย ถ้าเรากลัวความล้มเหลวและความผิดพลาดแล้วล่ะก็ เราคงไม่สามารถคิดอะไรใหม่ ๆ ได้เสียที

                อย่ากลัวที่จะออกจากกรอบเดิม ๆ ขอบเขตต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง หลายคนกลัวที่จะออกนอกกรอบ ทำไปแล้วกลัวคนไม่ชอบ กลัวคนไม่ซื้อ บางครั้งการที่เห็นคนอื่นทำอะไรบางอย่างแล้วได้ผล แล้วเราไปทำตามเพราะคิดว่าจะได้ผลดีแบบเขาก็ไม่ถูกเสมอไป หากเราสามารถมีกรอบความคิดของตัวเอง หรือเลือกรับสิ่งเล็ก ๆ น้อยจากคนอื่น นำของเก่ามาผสมกับรูปแบบใหม่ ๆ เท่านี้ก็จะทำให้ผลงานของเราแตกต่างแล้ว

                สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การนำไอเดียที่คิดได้ไปใช้จริง แม้คนรอบข้างจะมองไม่เห็นคุณค่าไอเดียของคุณ อย่าปล่อยให้ไอเดียมันอยู่แค่ในหัวของคุณเท่านั้น แต่จงกล้าที่จะแสดงมันออกมา แล้วเปลี่ยนเสียงหัวเราะเยาะให้เป็นเสียงปรบมือ หากวันนั้นยังไม่มีคนยอมรับก็ทำต่อไป การที่จะคิดไอเดียดี ๆ ได้ ต้องเกิดจากการหมั่นฝึกคิดฝึกทำอยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้ในครั้งแรกหรอก เพียงวันนี้ขอแค่คุณเริ่มลงมือทำมันเท่านั้นเอง

มองลึก นึกไกล ใจกว้าง เขียนโดย ว. วชิรเมธี

หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือที่เปิดมุมมองของธรรมะอีกรูปแบบหนึ่ง โดยผู้เขียน ว. วชิรเมธี เป็นนามปากกาของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ซึ่งในเล่มนี้ท่านได้พูดถึง หลักการใหญ่ ๆ คือการมองลึก นึกไกล ใจกว้าง ตามชื่อหนังสือ ได้ให้แง่คิดทางธรรมะที่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน มีการนำประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าประกอบเพื่อสะท้อนแง่คิดต่าง ๆ และยังมีการนำเรื่องเล่าสมัยอดีตมายกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น หากใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนอกจากผู้เขียนจะอธิบายเรื่องหลักธรรมให้เข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังมีภาพประกอบระหว่างบทให้รู้สึกเพลิดเพลินกับธรรมะมากยิ่งขึ้นด้วย

การมองลึก คือการที่เราไม่ตัดสินใครหรือสิ่งใดเพียงผิวเผินหรือฉาบฉวย เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมดก็ได้ คนส่วนใหญ่รีบด่วนตัดสินต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ตรวจสอบที่มาที่ไป เหตุและผลให้ดีเสียก่อน จึงไม่แปลกเลยที่ทุกวันนี้เราจะเห็นการเผยแพร่ข่าวที่บิดเบือน หรือข่าวที่ไม่เป็นความจริงเต็มไปหมด แล้วคนก็หลงเชื่อโดยง่ายไม่ศึกษาให้ดีก่อน ยิ่งเห็นได้ชัดในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ลูกโซ่การรักษาโลกแบบผิด ๆ สุดท้ายเกิดผลเสียต่อทั้งตนเองและต่อผู้อื่น การมองลึกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงมี

การนึกไกล คือการนึกถึงผู้อื่นเสมอ ไม่ใช่การนึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง คิดแค่ว่าตนเองจะได้อะไร แต่ไม่ได้คิดว่าที่มาของผลประโยชน์ของเราไปเบียดเบียนคนอื่นหรือเปล่า หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการเห็นแก่ตัว หากสังคมในปัจจุบันมีแต่คนนึกถึงแต่ตนเอง สังคมคงวุ่นวายน่าดู หากคนคำนึงแต่สิทธิตนเอง ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น สังคมนั้นจะถือเป็นสังคมที่เจริญได้อย่างไร

ใจกว้าง คือความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่แบ่งเชื้อชาติศาสนา ไม่เหยียดสีเหยียดเพศ จะเห็นได้ว่าสังคมโลกปัจจุบัน ผู้คนต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เหยียดทุกความต่างของผู้อื่น ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย การทำร้ายร่างกาย การเข่นฆ่ากัน ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน หากเรามีความใจกว้าง ปราศจากอคติในใจ เราจะสามารถอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างมีความสุข

ทั้ง 3 อย่างนี้ หากมนุษย์ทุกคนมีอยู่ในใจโลกของเราคงสงบสุขมากยิ่งขึ้น แม้ตอนนี้มันจะยังไม่ใกล้เคียงเท่าไหร่ แต่ว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่พยายามรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ อาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ แต่ถ้าเราทำอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายผลดีก็จะตกอยู่ที่ตัวเราเอง จิตใจของเราก็จะสงบและมีความสุข ธรรมะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ หากคุณเปิดใจสักนิดจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวและธรรมะแฝงอยู่ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต หากคุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว การมองลึก นึกไกล ใจกว้าง จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีแห่งหนึ่งของโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 “วิชาที่ไม่มีในตำรา”

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังที่หลาย ๆ คนเคยได้ยิน 1 ในนั้นต้องมีชื่อ ฮาร์วาร์ด อย่างแน่นอน มหาวิทยาลัยในฝันของหลาย ๆ คน แต่ว่าก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้เข้าไปที่นั่น นอกจากมีความสามารถแล้ว ยังต้องมีลักษณะโดดเด่น เพื่อจะได้พัฒนาไปสู่คนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ว่าการจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของฮาร์วาร์ดนั้นเป็นอย่างไร ชาวฮาร์วาร์ดมีวิธีคิดอย่างไร หนังสือเล่มนี้ได้ตอบคำถามคุณแล้ว

                เหวย์ ซิ่วอิง นักเขียนชื่อดังชาวจีน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มุ่งเน้นให้คนรู้จักพัฒนาตนเอง ในรูปแบบความคิดที่นอกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือด้านการทำงาน ซึ่งนอกจากความเก่งแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นจากผู้อื่นได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริง โดยได้รวบรวมทั้งความคิด บทสุนทรพจน์ของอาจารย์และศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งนั้น แต่ละคนมีความคิดที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอออกมาในรูปแบบของเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่เป็นสีสันของเล่มนี้คือ ในแต่ละบทจะมี “ฮาร์วาร์ดทดสอบคุณ” จะเป็นเกมทางจิตวิทยาง่าย ๆ ที่ให้ผู้อ่านได้ขบคิดกัน

                การจะประสบความสำเร็จได้นั้น ฮาร์วาร์ดให้แง่คิดไว้ว่า จุดเริ่มต้นคือ เราต้องกำหนดเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน เมื่อเรามองเห็นเป้าหมายแล้ว เราจึงจะสามารถรู้ได้ว่าเส้นทางต่อไปที่เราจะเลือกเดินเราจะเดินไปทางไหน ความขยันหมั่นเพียรความกระตือรือร้นก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากมีเป้าหมายแล้วเราควรทำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเราสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใครแล้ว เราก็จะสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองได้ดีทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องผ่านบททดสอบชีวิติมากมาย สิ่งสำคัญคืออย่าถอดใจไปเสียก่อน มีความหวังอยู่เสมอ เท่านี้ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป หลายคนต้องการเห็นผลที่ชัดเจน ทันตา และรวดเร็ว พอไม่ได้ดั่งใจก็ท้อล้มเลิก แต่ฮาร์วาร์ดได้บอกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แล้ว

                หนทางในการนำไปสู่ความสำเร็จมีมากมาย บางคนลองทำแบบนี้แล้วได้ผล แต่บางคนทำแบบนี้แล้วกลับไม่ได้อะไรเลย เพราะความสำเร็จมันไม่มีสูตรที่ตายตัว ไม่สามารถจะรับประกันผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เดินไปบนทางเดียวกันใช่ว่าจะเจอปลายทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วเราควรนำประสบการณ์ของคนอื่นมาปรับให้เข้ากับชีวิตของเราให้เหมาะสม หาหนทางความสำเร็จที่เป็นสูตรของเราให้เจอ และแน่นอนความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม