จริง ๆ แล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา เขียนโดย ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ

หนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาคู่มือหรือหนังสือที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานมากยิ่งขึ้นและสามารถเรียนรู้สังคมการทำงานอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ หรือแม้แต่คนที่ทำงานมานานแล้ว ย้ายงานมาหลายที่ แต่ยังรู้สึกว่าทำไมเรายังทำงานเข้ากับที่ทำงานไม่ได้สักที หรือคนที่มีปัญหากับหัวบ่อย ๆ หนังสือเล่มนี้สามารถช่วยคุณได้ เมื่ออ่านแล้วคุณจะเข้าใจเจ้านายของคุณว่าเขาต้องการอะไร และจะจัดการปัญหาที่เกิดได้อย่างไร หรือแม้แต่เจ้านายเองก็สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเข้าใจลูกน้องมากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

                ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ ผู้เขียน เป็นวิทยากรในการอบรม ผู้จัดการ หัวหน้า หรือผู้อำนวยการระดับต่าง ๆ ได้มองเห็นปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ของหัวหน้าและลูกน้องอยู่เสมอ ร้อยละ 97 เปอร์เซ็นต์ของลูกน้องไม่เข้าใจความต้องการของหัวหน้า ซึ่งผลเสียตามมาอีกหลายเรื่อง ผู้เขียนจึงได้สรุปความต้องการของหัวหน้าที่ส่วนใหญ่มักจะแสดงออกหรือบอกลูกน้องตรง ๆ มาในหนังสือเล่มนี้

ในปัจจุบัน ปัญหาการทำงานในองค์กรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น หลัก ๆ มาจากการไม่ยอมสื่อสารหรือพูดคุยกัน จนบางครั้งเกิดความไม่เข้าใจนี้นำไปสู่ผลงานที่ออกมา กระทบถึงการคงอยู่ของบริษัทเลยก็มี ทั้ง ๆ ที่ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่เกิดจนสะสม ยาวนาน ถูกละเลย จนวันหนึ่งมันทวีคูณไปจนถึงจุดแตกหัก เราจึงมักเห็นผู้คนวัยทำงานโพสระบายปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นเนื่อง ๆ ไม่ว่าจะในบล็อกยอดนิยมอย่างพันทิปหรือแม้กระทั่งบนพื้นที่โซเชียลของตนเอง เป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น เพราะไม่เคยมีใครมาทำความเข้าใจ หรือมีการศึกษาว่าแท้จริงแล้ว การทำงานนั้นต้องมีขั้นตอนหรือการแสดงออกที่ถูกต้องอย่างไร

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้แตกประเด็นออกมาให้อ่านเข้าใจง่าย และพูดถึงประเด็นหลัก ๆ อยู่ 4 ประเด็นคือ การสื่อสาร การวางตัว การดำเนินงาน และการพัฒนาความสามารถ ซึ่งแต่ละประเด็นได้แตกย่อยไปอีก ไม่ได้มีแค่การทำความเข้าใจกันของหัวหน้าและลูกน้องเท่านั้น แต่ยังมีการรู้จักตั้งรับบททดสอบต่าง ๆ มากมายในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกับเจ้านายเอง หรือเพื่อนร่วมงาน หรือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การจัดโต๊ะทำงาน ก็สามารถส่งผลต่อทัศนคติของหัวหน้าที่มีต่อคุณ และแต่ละบทก็จะมีบทสรุปของบท ๆ นั้นเป็นข้อความสั้น ๆ รัดกุมให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

การทำงานนอกจากเราจะต้องทำความเข้าใจกับงานแล้ว สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการทำงานกับผู้คน ไม่มีงานไหนที่เราจะหลีกเลี่ยงที่จะทำกับผู้คนได้ ซึ่งเป็นการทำงานที่ยากที่สุด จึงมีคำพูดที่ว่า “เหนื่อยจากงานไม่เท่าเหนื่อยจากคน” แต่ทว่า หากเราสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากคุณจะมีความสุขในการทำงานมากยิ่งขึ้น ก็ยังส่งผลต่อองค์กรของคุณเอง หากภายในองค์กรทั้งลูกน้องและเจ้านายมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเป้าหมายและทิศทางความคิดไปในทางเดียวกัน ก็จะช่วยทำให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ

อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เขียนโดย Ken Mogi แปลโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ในโลกปัจจุบันที่ชีวิตการทำงานแสนน่าเบื่อ ปัญหาการจราจรที่แสนจะติดขัด ใน 1 วันที่กว่าคุณจะตื่นขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านการกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกไปกี่รอบ อาหารเช้าที่ว่าจำเป็นและสำคัญถูกตัดทิ้งไปด้วยความรีบร้อน การออกกำลังกายที่คุณเคยวางแผนไว้กลับล่มไม่เป็นท่าเมื่อคุณต้องเลิกงานดึก กว่าจะเช็คข้อมูลบนโซเชียลเวลาก็ล่วงเลยไปเที่ยงคืนแล้ว ชีวิตต้องวนลูปแบบนี้ไปทุกวัน รอวันสิ้นเดือนที่จะนำเงินมาใช้จ่ายก้อนใหญ่ หลายคนถามตัวเองว่า เราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่คุณจะมีความสุขเสียที หนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณ

                อิคิไก เขียนโดยอาจารย์ เคน โมงิ  นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองชื่อดังของญี่ปุ่น ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่น อิคิไก หมายถึงความสุขและการดำเนินชีวิต ประกอบด้วยคำญี่ปุ่น 2 คำ คือ อิคิ แปลว่า มีชีวิต และ ไก แปลว่า เหตุผล ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นได้อย่างเข้มข้นและละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้จะได้เห็นมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีความพิถีพิถันและให้ความสำคัญต่อสิ่งเล็ก ๆ เสมอ และจะได้เห็นว่าแต่ละอาชีพล้วนมีศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนรู้เช่นกัน

                ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างผู้คนหลากหลายอาชีพที่มี อิคิไกในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านซูชิ ที่มีความสุขกับการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กรรมวิถีต่างๆที่จะทำให้เขาสามารถได้วัตถุดิบที่สดใหม่ตลอดเวลา หรือพ่อค้าขายปลาทูน่าที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปยังตลาดปลาค้นหาปลาที่สดใหม่อยู่เสมอซึ่งหายากมาก และถ้ารอเวลาเขาอาจจะพลาดปลาทูน่าที่ดีที่สุดไป ทำให้เขามีความกระตือรือร้นที่จะตื่นเช้า นี่ก็เป็นอิคิไกอีกรูปแบบหนึ่ง

                อิคิไกจะให้ความสำคัญกับการตื่นเช้า การไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อย และการรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การมีความสุขกับเรื่องธรรมดา ๆ มองเห็นคุณค่าในอาชีพ และสิ่งที่ตนเองมี ผู้เขียนยังได้ยกผลการเก็บสถิติผู้ที่ยึดหลักการอิคิไก กับผู้ที่ไม่ได้มีอิคิไกว่า ผู้ที่มีอิคิไกนั้น มีค่าเฉลี่ยอายุที่ยืนยาวกว่า มีความสุขในชีวิตมากกว่า และยังได้มีการเปรียบโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

                สุดท้าย หัวใจหลักของ อิคิไก นั้น คือการที่เรารู้จักมองเห็นคุณค่าของตัวเราเอง การยอมรับตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คนที่จะมีอิคิไกได้ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด รวยที่สุด หรือเก่งที่สุด อิคิไกไม่มีข้อกำจัดหรือขอบเขต เราทุกคนสามารถมีอิคิไกได้ ไม่ต้องทำสิ่งยิ่งใหญ่ แค่คุณมีสิ่งเล็ก ๆ ภายในใจ ที่ทำให้คุณกระตือรือร้นที่ใช้ชีวิต และมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ การตื่นเช้าของคุณคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแค่ตื่นเช้าชีวิตของคุณก็จะได้มีพลังและมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอีกมากมาย หาอิคิไกของคุณจากหนังสือเล่มนี้ดู บางทีมันอาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ได้

ขุนเขาเกาสมอง เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

ถ้าหากคุณเป็นแฟนตัวยงของหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาชีวิต และหนังสือทางด้านจิตวิทยาแล้วล่ะก็ น่าจะเคยได้ยินชื่อของ ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร มาบ้าง แม้กระทั่งตามร้านหนังสือชั้นนำ หนังสือของเขาก็ยังคงได้ Best Seller อยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว และเล่มนี้ก็เช่นกัน แต่ถ้าหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อน หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ ที่นำเสมอเรื่องราวอันซับซ้อนของสมองของคนเรา สอดแทรกไปกับหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์และหลักทางพุทธศาสนาได้อย่างกลมกล่อมและกลมกลืน

                เราทุกคนรู้จัก “สมอง” แน่ล่ะ สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของมนุษย์ สมองทำให้เรามีพัฒนาการมากกว่าสัตว์อื่น มีความรู้สึกนึกคิด มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ และยังทำให้คิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนโลกได้เลยทีเดียว แต่น่าแปลกไหมล่ะ ในเมื่อสมองมีความสำคัญและดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เคยเข้าใจมัน และน้อยคนนักที่จะมานั่งทำความรู้จักกับสมองจริง ๆ หนังสือเล่มนี้นี่เอง ที่จะไขข้อสงสัยหรือทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่คุณมองข้ามมันไป คุณจะรู้ว่าสมองของเรามีผลต่อชีวิตมากแค่ไหน และจริง ๆ แล้วความสุขที่ทุกคนตามหามันอยู่ไม่ไกลเลย

“ความสุขอยู่ที่สมองของคุณ”

                คนเรามักจะเอาความสุขไปผูกติดไว้กับสิ่งของหรือความสัมพันธ์ และมักจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เรามีความสุข แต่เคยสงสัยไหมว่า สิ่งของบางอย่าง หรือความสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ เมื่อได้มาแล้วกลับไม่มีความสุขแบบที่คิดไว้ หรือบางคนซื้อหวยทุกเดือนและเฝ้าบอกตัวเองว่าถ้าถูกหวยรางวัลที่ 1 เขาคงจะได้มีความสุขเสียที แต่ว่าเราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน จริง ๆ แล้วไม่ต้องรอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1 เราก็มีความสุขได้ เพียงแค่เราเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของเราให้ดีเท่านั้น

ความสุขทั้งหมดสมองของคนเราเป็นคนปรุงแต่งและสร้างมันขึ้นมาเอง เราสร้างเงื่อนไขให้กับความสุข ตามสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ วัฒนธรรม และยังคงยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข และเมื่อยึดติดมาก ๆ สุดท้ายมันกลายเป็นความทุกข์แทน ทุกข์มากขึ้นเมื่อผู้คนไม่ยอมรับไม่ยอมทำความเข้าใจกับความทุกข์นั้น หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์เป็นเรื่องปกติที่ติดตัวมนุษย์ทุกคน ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ทุกข์ เพียงแค่เรารู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันสมองของเราและจัดการมันอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ทุกข์นั้นสั้นลงและมีความสุขได้ง่ายและยาวนานขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนได้อธิบายส่วนประกอบของสมองทางด้านความรู้สึกไว้อย่างชัดเจน และยังนำมาเปรียบเปรยกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วย เรียกได้ว่า ใช้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเชื่อผสมผสานกันอย่างดี ภายในหนังสือจะมีการทดสอบทางจิตวิทยาเล็ก ๆ ขั้นระหว่างบททุกบท เพิ่มความน่าสนใจและความสนุกให้หนังสือมากขึ้น หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ นอกจากคุณจะเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นแล้ว แน่นอน สิ่งสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ความสุขในชีวิตของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“กล้าที่จะถูกเกลียด” เขียนโดย คิชิมิ อิชิโร, โคะโกะ ฟุมิทะเกะ

ถ้าใครกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายสังคมแห่งการทำงาน สังคมรอบข้าง เพื่อนฝูง ครอบครัว หรือกำลังโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ละก็ หนังสือที่จะแนะนำให้อ่านก็คงจะหนีไม่พ้นหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

แค่อ่านชื่อหนังสือก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากแค่ไหน ต้องชื่นชมนักแปล โยซุเกะ และนิพดา เขียวอุไร ที่ตั้งชื่อภาษาไทยได้น่าสนใจขนาดนี้ จากฝีมือนักเขียนญี่ปุ่น 2 คน ชิมิ อิชิโร และโคะโกะ ฟุมิทะเกะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิธีคิดในการพัฒนาตนเองทางด้านจิตวิทยา จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็น Best Seller ในร้านหนังสือเลยทีเดียว

หากจะพูดถึงหลักจิตวิทยาหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าหลักจิตวิทยามีหลายแขนงหลายศาสตร์มาก จิตวิทยาบางแขนงก็เป็นที่ยอมรับและนิยมในวงกว้าง แต่บางแขนงก็น้อยคนนักที่จะรู้จัก หนังสือเล่มนี้ได้หยิบเรื่องราว หลักจิตวิทยาแอดเลอร์ ของ อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) นักจิตวิทยาผู้ถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการพัฒนาตนเอง” มาถ่ายทอดในรูปแบบของชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อและไม่เข้าใจจิตวิทยาของแอดเลอร์จึงเดินทางมาสอบถามข้อเท็จจริงกับ “อาจารย์” นักปรัชญาที่เชี่ยวชาญศาสตร์นี้ ซึ่งหลักจิตวิทยานี้เป็นจิตวิทยาแนวปัจเจกบุคคล ที่สอนให้คนรู้จักพึ่งพาตนเอง รู้เท่าทันความคิดของตนเอง และสามารถแยกแยะเรื่องราวของตนเองและผู้อื่นได้

ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวในเชิงบทสนทนาระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่ง กับนักปรัชญา โดยจะมีการตั้งประเด็นมาถกเถียง หาข้อโต้แย้งกัน ซึ่งทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจและเป็นการเสนอมุมมองของจิตวิทยาที่ไม่น่าเบื่อ แถมยังมีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทำให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่คงเนื้อหาและใจความสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยจะพูดถึงชีวิตของคนเราที่เรามักจะไม่พัฒนาไปไกลและทุกข์ใจเพราะการยอมคนอื่น การเอาอกเอาใจผู้อื่น มองแต่ชีวิตผู้อื่น การยอมโดนเอารัดเอาเปรียบ แต่สุดท้ายความอึดอัดใจกลับมาตกอยู่ที่ตัวเราเอง มันสะท้อนถึงสังคมการทำงาน สังคมเพื่อนฝูง และแม้แต่สังคมเล็ก ๆ อย่างสังคมครอบครัว ปรัชญาของแอดเลอร์จะบอกให้เราเลือกที่จะหันมาดูแลความรู้สึกของตนเองก่อน เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลมากขึ้น และแน่นอนหลายครั้งการทำแบบนี้สิ่งที่อาจจะต้องแลกมา คือความอิจฉาริษยาของคนรอบข้าง ความไม่พอใจ ไม่ถูกใจใคร จึงตอบที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นหลักการทางความคิดที่สุดโต่งไปหรือเปล่า แต่แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้กำลังสอนให้เรารักตัวเอง มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่ไม่ใช่เห็นแก่ตัวหรือเบียดเบียนคนอื่น และที่สำคัญคือการที่เราไม่ยอมให้ผู้อื่นเบียดเบียนเรา หากจะเทียบกับสุภาษิตไทยที่เราคุ้นหูกันก็คือ “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” นั่นเอง

หากลองอ่านดู จะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้น่ากลัวแบบชื่อหนังสือเลย และแน่นอนการยอมถูกเกลียดจากคนที่ทำไม่ดีกับกับเราก็ไม่ใช่เรื่องแย่สักเท่าไหร่

“เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี” : หนังสือดีที่จะบอกคุณว่า…ควรเลือกกินอาหารอย่างไรเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง

ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ แน่นอนว่าปัญหาหนึ่งที่คุณมักจะพบในชีวิตประจำวันก็คือ เรื่องอาหารการกิน เนื่องจากสังคมทุกวันนี้มีความเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจึงค่อย ๆ หายไป ทุกวันนี้เราต้องเร่งรีบออกไปทำงาน นอกจากการทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อีกมากมายจนแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกกินอาหารง่าย ๆ อย่างอาหารจานด่วนต่าง ๆ รวมถึงพวกข้าวราดแกง ที่คุณอาจจะไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากการรับประทานอาหารเหล่านี้ และมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพของเราด้วย ดังนั้นวันนี้เรามีหนังสือดี ๆ มารีวิวบอกต่อที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราโดยตรงอย่างเรื่อง “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี”

เปิดเคล็ดลับสุขภาพดี ในหนังสือ “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี”

ในหนังสือเล่มนี้จะมาบอกเคล็ดลับตั้งแต่การกินอาหาร ไม่ใช่แค่กินได้ แต่ต้องกินให้เป็น และทำอย่างไรเราจึงจะมีสุขภาพดี เพราะการที่จะมีสุขภาพดี หุ่นดี และรูปร่างที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แม้ว่าในแต่ละวันคุณจะเร่งรีบแค่ไหนก็ตาม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ตอบโจทย์คนที่รักสุขภาพอย่างมาก โดยจะบอกตั้งแต่เคล็ดลับการกินอาหารบำรุงสุขภาพและผิวพรรณ การเลือกเมนูอาหารที่เหมาะกับการช่วยบำรุงสุขภาพผิว เพื่อผิวสวยใสและสุขภาพดี นอกจากนี้ยังบอกเคล็ดลับการกินอาหารบำรุงผมให้สวยอีกด้วย นอกจากนั้นยังบอกวิธีการกินอย่างไรจึงอ่อนเยาว์ รวมกับเป็นหนุ่มสาวแรกรุ่นอีกครั้ง และแนะแนวทางการกินผักผลไม้ ที่จะช่วยชะลอความแก่ ให้คุณยังฟิตกลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแข็งแรง เต่งตึงอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำที่เหมาะกับสายสุขภาพ และคนที่อยู่ในสังคมเมืองที่ต้องทำงานหนัก ๆ และเผชิญกับความเครียดอยู่เป็นประจำ นั่นก็คือเคล็ดลับเมนูสลายความเครียด นับว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้วในหนังสือเล่มนี้ยังแนะนำเกี่ยวกับการกินอย่างไรจึงจะรูปร่างดี ซึ่งก็เหมาะกับสาว ๆ รุ่นใหม่ที่อยากมีหุ่นเพรียวกระชับ รูปร่างดี ซึ่งในหนังสือก็จะบอกสัดส่วนของการรับประทานอาหาร และเมนูสำคัญที่จะช่วยให้เรามีรูปร่างที่น่าหลงใหลได้ และสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอเรื่องของสมุนไพรไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมุนไพรไทยถือว่ามีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพอย่างมาก ที่เรามักจะมองข้ามไป หนังสือเล่มนี้ก็จะบอกถึงการรับประทานสมุนไพรอย่างไรที่จะช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย

อ่านวิธี “กินดี มีสุข” เคล็ดไม่ลับที่คุณก็สามารถทำได้

เรื่องอาหารการกิน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบางคนที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี หรือไม่รู้วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพ อย่ารอช้าที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพราะการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากจะทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง แล้วยังจะช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังมีวิธีการกินอาหารเพื่อบำรุงเส้นผม ฟัน เล็บและรูปร่างของคุณอีกด้วย เรียกได้ว่าหนังสือ “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี” เล่มนี้ คู่ควรอย่างยิ่งที่คุณควรเปิดอ่าน เพื่อเริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรง พร้อมทำกิจกรรมในแต่ละวันอย่างมีความสุข

 

นวนิยายเรื่อง “คำอ้าย” อ่านความสุขเล็กๆในพื้นที่เล็กๆที่กำลังงอกงาม

“คำอ้าย” เป็นนวนิยายรางวัลวรรณกรรมบัวหลวง ประจำปี 2532 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานอันละเมียดละไมของ    ยงค์ ยโสธร นามปากกาของประยงค์ มูลสาร ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมบัวหลวง ประจำปี 2532 ยงค์ ยโสธร เลือกให้คำอ้ายเด็กชายตัวเล็กแกร็น หูกาง เป็นตัวแทนความรื่นรมย์อันมีชีวิตชีวาของเด็กชนบทแห่งที่ราบสูง ชีวิตเล็กๆ ที่ผูกพันอยู่กับท้องไร่ท้องนาและควายถึก จึงไม่แปลกที่เรื่องนี้จะเป็นนวนิยายที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ ที่น่าลองหยิบมาอ่านดูซักครั้ง

กลิ่นอายของความสุข ในพื้นที่แห่งความสุข

นวนิยายเรื่องคำอ้ายเป็นนวนิยายที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนเพราะเรื่องนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของท้องทุ่ง และวัฒนธรรมธรรมแบบอีสาน การดำเนินเรื่องที่สอดแทรกบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบชาวบ้านดั้งเดิม ซึ่งบางอย่างก็หายไปแล้ว บางอย่างก็ยังคงเหลือสืบลูกสืบหลาน แม้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างแต่ก็ยังคงอยู่ ทั้งประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีลงข่วง ผู้สาวเข็นฝ้าย ผู้ชายเป่าแคน ยงค์ ยโสธรยังได้ฉายภาพของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเลี้ยงปากท้อง ความแห้งแล้งที่เป็นความโหดร้ายจากธรรมชาติที่เป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่ของชาวบ้าน ซึ่งหลายคนในหมู่บ้านวังเดือนห้าก็พยายามจะอพยพเพื่อหาที่ที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า แต่บางคนก็เลือกที่จะอยู่เพื่อต่อสู้กับชะตากรรมกันเจ็บปวดที่บ้านเกิด การอพยพย้ายถิ่นฐานก่อนที่หน้าแล้งและความอดยากจะมาเยือน

“คำอ้าย” เรื่องราวของเด็กธรรมดาที่ไม่ธรรมดา กับความสุขที่แสนบริสุทธิ์

คำอ้ายลูกชายคนโตของครอบครัว ผู้ที่ต้องรับภาระช่วยพ่อแม่ทำงานตั้งแต่ยังเด็ก แต่ด้วยความฉลาด ช่างพูดและเป็นเด็กดีมีน้ำใจ ทำให้หลายคนหลงเสน่ห์ของคำอ้าย ในเรื่องนี้พวกเด็กๆจะได้เรียนรู้ที่จะขุดปู จับปลา ยิงกระต่าย ความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่สูงสุดของเด็กอย่างคำอ้ายคือการดูแลควายอีหลอยไม่ให้มันผลัดหายและไม่ให้มันเกเรลงไปลุยข้าวในนาหรือแอบกินต้นข้าวของชาวบ้าน เพราะหากเผลอเล่นซนมากจนลืมดูควายเมื่อไหร่ นั่นหมายถึงคำอ้ายจะโดนไม้เรียวของพ่อที่คำอ้ายเคยลิ้มรสมาแล้วหลายครั้งจนถึงเมื่อเวลาที่เด็กจะต้องเข้าโรงเรียนโลกของคำอ้ายก็ดูจะมีสีสันเข้มข้นมากขึ้นถึงแม้คำอ้ายจะเป็นคนเรียนเก่งแต่เมื่อยังมีน้องอีกสามคนที่คำอ้ายผู้เป็นพี่คนโตต้องรับผิดชอบกับพ่อแม่จำต้องให้คำอ้ายต้องเรียนแค่ชั้นประถมสี่ แต่ก็ยังดีที่ได้บวชเรียน ตามวิถีและเส้นทางของเด็กผู้ชายในชนบท

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับชะตากรรมที่เกิดจากความยากจนแร้นแค้น ทำให้ผ้าขาวได้รับการแต่งแต้มจากธรรมชาติ ทั้งที่เป็นสีสันสดใสที่เป็นของขวัญจากธรรมชาติที่มอบให้ ท้องนา ผืนป่า และผู้คนในชุมชน และรอยหมองคล้ำ ที่เกิดจากการผลัดพราก ภัยธรรมชาติ และความยากจน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผ้าขาวหมดคุณค่าไป ทำให้เห็นภาพวิถีชีวิตที่ทำให้เราทั้งสะเทือนใจและขบขันไปกับท่วงทำนองแห่งความไร้เดียงสา และขาวสะอาด แบบเด็ก ๆ หนังสือเล่มนี้หากคุณอยากสัมผัสกับความอบอวลดังกล่าวคงต้องลองไปหาอ่านกันดู แล้วคุณอาจจะหลงรักคำอ้ายเด็กชายหูกางก็เป็นได้

เยอรมันซันเดย์ (Little Thoughts) : ฉายแนวคิดและความเป็นไปของโลกผ่านหนังสือ

หนังสือเรื่องเยอรมันซันเดย์ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเรื่องด้วยการตั้งคำถามให้ผู้อ่านฉุกคิดตั้งแต่หน้าปก ด้วยคำถามที่ว่า “…ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก? ทำไมจีนจึงกลับหลังหันเพื่อเผชิญหน้า ? ทำไมอินเดียเป็นยิ่งกว่าประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่สุด ? ทำไมออสเตรเลียเชียร์มวยรองบ่อน ? และ ทำไมญี่ปุ่นไม่รับทิป แต่มีเซอร์วิสที่ดีที่สุดในโลก ? ทำไมเยอรมันจึงทำน้อยได้มาก ? ทำไมอังกฤษชอบก้าวนำหน้าชาวบ้านอยู่เรื่อย ? ทำไมอเมริกาไม่เคยตื่นจากฝัน ? ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นคำถามที่ไม่ใช่แค่คำถาม แต่เป็นเหมือนการเปิดทางเพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านอยากเข้าไปสัมผัสกับคำตอบในหนังสือเล่มนี้

Little Thoughts” ความน่าสนใจที่แฝงอยู่ในคำถาม

                จริงๆแล้วถ้าจะพูดถึงความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คงอดที่จะพูดถึงความแปลกของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ ตั้งแต่ชื่อเรื่องที่ตั้งว่าเยอรมัน แต่จริงๆแล้วผู้เขียนไม่ได้ต้องการพูดถึงแค่เยอรมัน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการพาผู้อ่านท่องเที่ยวไปกับแนวความคิด ไปทำความรู้จักทั้ง 7 ประเทศ ซึ่งทั้ง 7 ประเทศนี้ล้วนแต่มีเอกลักษณ์และความเป็นตัวตนที่แปลก และแตกต่างออกไป ทั้งเรื่องของแนวคิด ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม หรือการปลูกฝังอะไรบางอย่าง รวมถึงอุปนิสัยของคนแต่ละประเทศ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมของประเทศนั้นๆ โดยผู้เขียนใช้คำถามเป็นตัวเปิดทางเพื่อดึงผู้อ่านเข้าไปค้นหาความเป็นไปของแต่ละประเทศ และสัมผัสกับแนวความคิดที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น “เยอรมัน” ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการผลิตสินค้าคุณภาพสูง เน้นหลักการ “ทำน้อย แต่ได้มาก”  คือในเวลางานจะตั้งใจทำงานมาก และหลังเลิกงานพวกเขาจะรีบกลับบ้านไปทำกิจกรรมกับครอบครัว และแบ่งเวลาบางส่วนทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ส่วนประเทศจีน ก็มีการยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า “จงกล้าที่จะฝัน ทำงานหนักเพื่อเติมเต็มฝันนั้น และร่วมสร้างจีนใหม่” ซึ่งนั่นก็เป็นคำกล่าวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อให้คนหนุ่มสาวร่วมกันพัฒนาชาติจีน  และประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลายอย่างอเมริกา ที่ชาวอเมริกันยึดถือและสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือ ความเชื่อ ในสิ่งที่คิดว่า “เป็นไปไม่ได้” โดยทำให้ “เป็นไปได้” และเมื่อมีความเชื่อพวกเขาก็ต่อสู้ทุกวิถีทางอย่างบ้าคลั่งเพื่อที่จะทำให้พวกเขาชนะ

“เยอรมันซันเดย์” ท่องโลกและซึมซับแนวคิดผ่านตัวอักษร

                นอกจากความน่าสนใจจากการใช้คำถามเพื่อดึงดูดผู้อ่านให้ค่อยๆ เดินทางผ่านตัวอักษรเพื่อไปทำความรู้จักกับประเทศทั้ง 7 ที่มีแนวคิดหลากหลายไม่ซ้ำกัน ความน่าสนใจหนึ่งก็คือ ในหนังสือเรื่องนี้ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดของผู้เขียนเอง ผสมผสานกับการนำเสนอแนวคิดของคนแต่ละประเทศ มันจึงเป็นการผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ผู้อ่านยังจะสามารถเข้าใจได้จากการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เป็นวิชาการมากนัก แต่เน้นการนำเสนอความคิดอย่างสนุกสาน การนำอัตลักษณ์ของคนแต่ละประเทศที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่ก็ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ โดยผู้เขียนถ่ายทอดมุมมองนั้นๆได้อย่างน่าสนใจ ไม่จำเจ ซึ่งบางทีการอ่านหนังสือเล่มนี้อาจทำให้เราฉุกคิดถึงความเป็นไปของประเทศเรา ว่าจริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเดินตามรูปแบบของใครเลย แต่โจทย์ใหญ่ของเราคือเราต้องรู้ตัวเราก่อนว่าอัตลักษณ์หรือจุดเด่นที่แท้จริงของเราคืออะไร และพยายามสร้างสรรค์และพัฒนาจุดนั้นให้สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

“ม้าก้านกล้วย”  หนังสือที่จะทำให้คุณหวนนึกถึงรากเหง้าและความเป็นตัวตน

                                ม้าก้านกล้วย เป็นบทกวีนิพนธ์ของ ไพวรินทร์  ขาวงาม นักเขียน “เลือดอีสาน” ที่มีความรักและตระหนักในความเป็นตัวตนและมีจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความรักในถิ่นฐานบ้านเกิด ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากว่าไพวรินทร์ เกิดในครอบครัวชาวนาจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งชีวิตของเขาก็คล้ายกับชีวิตของเด็กชนบททั่วไป เขาได้เรียนรู้และซึมซับวิถีชีวิตของ “ลูกอีสาน” ดังนั้นชีวิตของไพวรินทร์ จึงผูกพันกับท้องทุ่งนา อาหารพื้นบ้านอีสาน ความสนุกสนาน ความมีน้ำใจไมตรีของผู้คน จึงเป็นเหตุผลที่เขารักและหวงแหนในถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองอย่างมาก และสิ่งที่สะท้อนตัวตนและความคิดของเขามากที่สุดก็คือ งานเขียนที่ได้รังสรรค์ขึ้น นั่นก็คือเรื่อง ม้าก้านกล้วย

ควบม้าก้านกล้วยเพื่อเดินทาง  “สวนกลับ”  ในยุคโลกาภิวัตน์

ในช่วงเวลาที่ไพวรินทร์ได้แต่งเรื่องนี้ขึ้น ตรงกับช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง และรัฐบาลกำลังเร่งพัฒนาประเทศทั้งด้านอุตสาหกรรม การเกษตรแบบเน้นการส่งออกมากกว่าการผลิตเพื่อยังชีพ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ค่านิยมของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน และเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป จากยุคอดีตสู่ยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงก็ได้ทำให้หลายๆสิ่งหลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงตาม ยกตัวอย่างเช่น รัฐมีความพยายามที่จะสร้างพื้นที่ชุมชนขนาดเล็กให้เป็นชุมชนเมืองที่ทันสมัย เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่ในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ จากพื้นที่ป่า ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ก็แปรสภาพเป็นพื้นที่เมือง มีตึกสูง มีโรงงานขนาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่ทางสังคมของคนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน และสิ่งที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนั่นก็คือเกิดภาวะการอพยพแรงงานอีสานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งในช่วงนี้คนอีสานได้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองอย่างต่อเนื่องและหนาแน่น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเข้าไปหางานทำ และมักจะประกอบอาชีพรับจ้าง หรือที่เรียกว่า “ขายแรงงาน”  และในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไพวรินทร์  ขาวงาม ก็ได้เขียนบทกวีนิพนธ์ เรื่องม้าก้านกล้วยขึ้น ซึ่งนับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก

เรียนรู้โลกและชีวิตผ่านโลกทัศน์ของ “ม้าก้านกล้วย”

หากเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณก็จะพบว่า กำลังอ่านแง่มุมทางความคิดของกวีเกี่ยวกับชีวิต ความฝัน และการใช้ชีวิตบนโลกและสังคมที่แตกต่างหลากหลาย ดังจะเห็นว่ากวี ใช้คำว่า “นกขมิ้น” เป็นสัญลักษณ์แทนผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ ร่อนเร่ ไร้ที่พักพิงถาวร และใช้คำว่า “น้ำตา” แทนความเจ็บปวด ความเศร้า ความเสียใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการผ่านชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสุดท้ายแล้วชีวิตเมื่อมีการเริ่มต้นก็ย่อมมีการดับสลาย ดังนั้นในมุมมองทางความคิดของกวีการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข ความทุกข์สุดท้ายก็ต้องมีการเกิดดับ เหมือนตะวันออก และตะวันตก เคลื่อนผ่านไปเช่นนี้ และวนอยู่เช่นนี้ตามวัฏจักรของชีวิตดังนั้นการเรียนรู้ธรรมชาติและสัจธรรมของชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตและดำรงตนให้ตั้งอยู่ด้วยความเป็นกลาง วางเฉย และสงบ

หนังสือกวีนิพนธ์เรื่อง คำหยาด : ภาพสะท้อนมุมมองทางความคิดในบริบททางสังคมของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์

“คำหยาด เป็นผลงานกวีนิพนธ์ของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในกวีไทยที่มีชื่อเสียง และมีผลงานเป็นที่น่าจดจำมากมายหลายเรื่อง และอยู่ในวงการนักเขียนมาเป็นระยะเวลาหลายปี กวีผู้นี้จึงมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนในด้าน บทกวีนิพนธ์ ซึ่ง เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอ พนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี และโดยพื้นฐานครอบครัวนั้นนับว่าเนาวรัตน์ได้รับการปลูกฝัง บ่มเพาะและขัดเกลาทั้งด้านความประพฤติและด้านจิตวิญญาณ เนื่องจากว่าครอบครัวของเนาวรัตน์ ต่างมีความชื่อชอบและหลงรักในงานเขียน และในบ้านทั้งพ่อและแม่ก็มักจะเก็บงานเขียนเอาไว้มากมาย อีกทั้งยังรักการอ่านเป็นที่สุด นอกจากนี้ยังรักในเสียงเพลงเสียงดนตรีไทยอย่างมาก ทำให้เนาวรัตน์ได้ซึมซับและซาบซึ้งกับวิถีชีวิตของกวีมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เมื่อเติบโตขึ้นจึงมีความสนใจทางด้านอักษรศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งกาพย์ แต่งกลอนต่างๆ และผลงานซึ่งเป็นรวมบทกวีนิพนธ์เล่มแรกของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ก็คือเรื่อง คำหยาด

“คำหยาด” บทกวีแห่งความรัก ความฝัน และอุดมการณ์ทางการเมือง

เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ได้รังสรรค์บทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาดขึ้นในช่วงที่ยังเป็นหนุ่มหรือเป็นช่วงวัยรุ่น และช่วงเวลานี้เองก็ตรงกับระยะเวลาที่สังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านค่านิยม และการพัฒนาด้านต่างๆไปสู่ความทันสมัยมากขึ้น รวมถึงการเรียกร้องทางสิทธิและเสรีภาพของวัยรุ่นก็มีมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้นยังเกิดค่านิยมตะวันตกที่ได้หลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างมาก ซึ่งตามแนวคิดพื้นที่และเวลานั้นจะพบว่าในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือในช่วงที่กวีมีชีวิตและประสบการณ์ในรูปแบบหนึ่งๆ กวีก็มักจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดผ่านภาษา และมีการใช้สัญลักษณ์ทางภาษาออกมา ซึ่งแง่มุมทางความคิดเหล่านั้นจึงมีความน่าสนใจอย่างมากที่จะนำมาศึกษาวิเคราะห์โดยจะพบว่าในระยะเวลาดังกล่าวกวีอยู่ในช่วงที่เป็นวัยรุ่น วัยแรกเริ่ม และวัยที่มีความคิดความใฝ่ฝันอันแรงกล้าและเรื่องราวในช่วงเวลานั้นที่มีอิทธิพลต่อชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของกวีมากที่สุดคือเรื่องความรัก และในเรื่องคำหยาดก็จะสะท้อนให้เห็นแง่มุมทางความคิดของกวีที่มีวิวัฒนาการมีการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องความรัก ไปสู่เรื่องความฝันการแสวงหา และไปสู่อุดมการณ์ทางการเมือง และกระทั่งนำไปสู่ความคิดเกี่ยวกับสัจธรรมชีวิต การพยายามทำความเข้าในชีวิตและโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ถ่ายทอดออกมาผ่านการใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์และการสร้างความหมายในบทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาดที่สะท้อนให้เห็นแง่มุมทางความคิดของกวีได้อย่างเด่นชัด

“คำหยาด คำหยอด” : การถ่ายทอดความคิดผ่านภาษา ปลุกไฟฝันให้คนรุ่นใหม่

จะเห็นได้ว่าบทกวีนิพนธ์เรื่องคำหยาด ของเนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงแง่มุมทางความคิดของกวี และนอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางความคิด และการเติบโตของความคิดของกวี ตั้งแต่ด้านความรัก ความฝัน การเมืองและอุดมการณ์รักชาติรักสถาบันมาจนถึงการมองชีวิตและเข้าใจชีวิตอย่างการมีสัจธรรมของชีวิต ซึ่งในแต่ละบริบททางความคิดและสังคมก็ทำให้การเลือกใช้คำ และภาษาเชิงสัญลักษณ์นั้นแตกต่างกันออกไป ตามความคิด ความรู้สึกของกวี และสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและตัวตนของกวีที่สื่อถึงผู้อ่าน และเป็นคุณค่าที่จะเตือนใจผู้อ่าน ให้เข้าใจและมองโลกอย่างที่เป็นและมองชีวิตของตัวเองอย่างมีสติ ซึ่งความคิดเหล่านี้ของกวีจึงมีคุณค่าอย่างมากที่จะนำมาสานต่อ และปลุกพลังฝันให้แก่วัยรุ่น หรือเยาวชนในยุคปัจจุบันในบริบทที่ต่างกัน หนังสือกวีนิพนธ์เล่มนี้จึงคู่ควรกับการเปิดอ่านเพื่อดื่มด่ำกับความงดงามและชั้นเชิงทางภาษา ในขณะเดียวกันก็ปลุกไฟฝันในหัวใจให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ติสตู นักปลูกต้นไม้” : วรรณกรรมสร้างสรรค์ที่เด็กไทยควรอ่าน

                มีคนเคยบอกว่างานเขียนหรือวรรณกรรมนั้นมีพลัง โดยนักเขียนเป็นผู้ใช้ปากกาสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้งดงาม ด้วยคำกล่าวนี้ทำให้นึกถึงงานเขียนของ โมรีส ดรูอง อย่างเรื่อง ติสตู นักปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นหนังสือที่ผู้คนกล่าวขานกันทั่วโลก หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1968 ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนังสือประกอบการเรียนของนักเรียนชาวฝรั่งเศสมากกว่ายี่สิบปี จนมีการนำมาแปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยอำภา โอตระกูล และดูเหมือนว่าหนังสือที่ดูแสนธรรมดาจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้พบกับความมหัศจรรย์ทางความคิด

การเล่าเรื่องง่าย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยปรัชญา

                หนังสือเรื่อง ติสตู นักปลูกต้นไม้ เป็นวรรณกรรมที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชนที่กำลังจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ด้วยความพิเศษของเนื้อหาที่ผู้เขียนสร้างสรรค์ขึ้น ผ่านการเล่าเรื่องอย่างง่ายแบบนิทานแต่แฝงปรัชญาไว้ในทุก ๆ ตัวอักษร โดยในเรื่องเล่าถึง ติสตู ซึ่งเป็นตัวแทนของความดีงาม ความเจริญงอกงามทางปัญหาและจิตวิญญาณของมนุษย์ เพื่อกระตุ้นเตือน หรือต้องการสื่อให้เด็ก ๆ เยาวชนได้รู้ว่า ในตัวของทุกคนล้วนมีสิ่งมหัศจรรย์ที่จะสร้างสรรค์โลกใบนี้ให้ดีขึ้น และสิ่งดีงามเหล่านั้นก็ซุกซ่อนอยู่ในตัวของทุกคน เพียงแค่เราต้องหามันให้เจอ

“ติสตู นักปลูกต้นไม้” : วรรณกรรมที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์คนรุ่นใหม่ ให้เจริญงอกงาม

                การปลูกฝังเด็ก ๆ และเยาวชนนั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อให้พร้อมกับการเติบโตและเจริญงอกงาม เช่นเดียวกับเจตนารมณ์ของวรรณกรรมเล่มนี้ ที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอมุมมองความคิดผ่านตัวละครติสตู ผู้มีพรสวรรค์ มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่ยอมให้ผู้ใหญ่มาตีกรอบความเป็นไปในโลกใบนี้โดยใช้ชุดความคิดแบบสำเร็จรูป แต่เขาเลือกที่จะใช้พรสวรรค์และความชอบที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขา ทำในสิ่งที่ดีงามและสร้างสรรค์ เช่นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีที่รุนแรง แต่ควรเป็นวิธีที่อ่อนโยน เมตตาและสร้างสรรค์ และด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าหากเรายังศรัทธาในความดี ความดีก็จะยังคงอยู่ และรอคอยวันที่เบ่งบาน ดังคำกล่าวที่แฝงด้วยปรัชญาในเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านฉุกคิด เช่น “… มีเมล็ดพันธุ์อยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่เพียงในดินเท่านั้น แต่มันมีอยู่บนหลังคาบ้านเอย บนขอบหน้าต่างเอย บนทางเดิน บนรั้วไม้ บนกำแพง เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมีเป็นเรือนแสนเรือนล้าน ที่ไม่ได้ใช้ทำอะไรเลย มันอยู่ที่นั่นรอให้ลมพัดผ่านมาเพื่อพาไปยังทุ่งหรือไปสู่สวน มีอยู่บ่อยครั้งที่เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นแห้งค้างอยู่ในซอกหินโดยไม่อาจกลายเป็นดอกไม้ได้ แต่หากนิ้วหัวแม่มือสีเขียวได้สัมผัสเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เมล็ดเดียว ไม่ว่ามันจะอยู่ในที่ใดก็ตาม ดอกไม้จะงอกขึ้นในทันทีทันใด…”