กระตุ้นสมองให้ผลิตไอเดีย เขียนโดย JACK FOSTER แปลโดย พูนลาภ อุทัยเลิศอรุณ

หากคุณกำลังเจอทาง “ตัน” คิดงานไม่ออก หาไอเดียไม่เจอ ขาดแรงบันดาลใจ หรือว่าคิดแค่ไหนก็ได้ไอเดียที่ไม่ดีพอสักที หนังสือเล่มนี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณ แจ๊ค ฟอสเตอร์ ผู้เขียน เจ้าของรางวัลบุคคลสร้างสรรค์แห่งปี จากสมาคมความคิดสร้างสรรค์แห่งลอสแอนเจลิส ที่มาถ่ายทอดเรื่องราวเทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้ไอเดียของคุณพุ่งกระฉูดจากประสบการณ์การทำงานในวงการโฆษณามานานกว่า 40 ปี ซึ่งเทคนิคต่าง ๆ มีหลักทางจิตวิทยามาเกี่ยวข้อง ทำให้เทคนิคต่าง ๆ นี้สามารถใช้ได้กับทุกคน

                โดยบทแรกของหนังสือเล่มนี้ จะเป็นการแนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “ไอเดีย” ว่าแท้จริงแล้วไอเดียคืออะไร สิ่งที่เรารู้อยู่ตอนนี้หรือทำอยู่ตอนนี้ใช้ไอเดียจริง ๆ หรือไม่ และเมื่อรู้จักไอเดียแล้วสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อมาคือ จะทำยังไงถึงจะทำให้เราจัดการความคิดของเราให้พร้อมรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ และสุดท้ายจะเป็นวิธีการคิดไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่า ควรอ่านเรียงตามลำดับที่ผู้เขียนจัดเรียงไว้เพื่อทำให้เกิดผลอย่างที่ควรจะเป็น

                การจะเปิดรับไอเดียใหม่ ๆ ได้นั้นมันเริ่มจากการจัดการความคิดและความรู้สึกของเราก่อน ถ้าเรารู้สึกสนุกกับมันเราก็จะสามารถอยู่กับมันได้นาน และบางครั้งเราอาจจะต้องใช้ความเป็นเด็กที่มีในตัวเรามาช่วยในการค้นหาไอเดียใหม่ ๆ บางอย่างอาจจะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เรามองข้ามมาตลอดก็ได้ แต่การที่จะหาไอเดียใหม่ ๆ ให้โลกจำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กว่าจะได้ผลงานแต่ละชิ้น เขาใช้เวลาในการทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านานหลายปี บางคนล้มเหลวเป็นพันครั้ง แต่เขาไม่ยอมแพ้และไม่กลัวความล้มเหลว ซึ่งนี่ก็เป็นจุดสำคัญของนักคิดไอเดียทั้งหลาย ถ้าเรากลัวความล้มเหลวและความผิดพลาดแล้วล่ะก็ เราคงไม่สามารถคิดอะไรใหม่ ๆ ได้เสียที

                อย่ากลัวที่จะออกจากกรอบเดิม ๆ ขอบเขตต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง หลายคนกลัวที่จะออกนอกกรอบ ทำไปแล้วกลัวคนไม่ชอบ กลัวคนไม่ซื้อ บางครั้งการที่เห็นคนอื่นทำอะไรบางอย่างแล้วได้ผล แล้วเราไปทำตามเพราะคิดว่าจะได้ผลดีแบบเขาก็ไม่ถูกเสมอไป หากเราสามารถมีกรอบความคิดของตัวเอง หรือเลือกรับสิ่งเล็ก ๆ น้อยจากคนอื่น นำของเก่ามาผสมกับรูปแบบใหม่ ๆ เท่านี้ก็จะทำให้ผลงานของเราแตกต่างแล้ว

                สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การนำไอเดียที่คิดได้ไปใช้จริง แม้คนรอบข้างจะมองไม่เห็นคุณค่าไอเดียของคุณ อย่าปล่อยให้ไอเดียมันอยู่แค่ในหัวของคุณเท่านั้น แต่จงกล้าที่จะแสดงมันออกมา แล้วเปลี่ยนเสียงหัวเราะเยาะให้เป็นเสียงปรบมือ หากวันนั้นยังไม่มีคนยอมรับก็ทำต่อไป การที่จะคิดไอเดียดี ๆ ได้ ต้องเกิดจากการหมั่นฝึกคิดฝึกทำอยู่เสมอ ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้ในครั้งแรกหรอก เพียงวันนี้ขอแค่คุณเริ่มลงมือทำมันเท่านั้นเอง

มองลึก นึกไกล ใจกว้าง เขียนโดย ว. วชิรเมธี

หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือที่เปิดมุมมองของธรรมะอีกรูปแบบหนึ่ง โดยผู้เขียน ว. วชิรเมธี เป็นนามปากกาของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ซึ่งในเล่มนี้ท่านได้พูดถึง หลักการใหญ่ ๆ คือการมองลึก นึกไกล ใจกว้าง ตามชื่อหนังสือ ได้ให้แง่คิดทางธรรมะที่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน มีการนำประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าประกอบเพื่อสะท้อนแง่คิดต่าง ๆ และยังมีการนำเรื่องเล่าสมัยอดีตมายกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น หากใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะมาก่อน หนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนอกจากผู้เขียนจะอธิบายเรื่องหลักธรรมให้เข้าใจได้ง่ายแล้ว ยังมีภาพประกอบระหว่างบทให้รู้สึกเพลิดเพลินกับธรรมะมากยิ่งขึ้นด้วย

การมองลึก คือการที่เราไม่ตัดสินใครหรือสิ่งใดเพียงผิวเผินหรือฉาบฉวย เพราะบางครั้งสิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความจริงทั้งหมดก็ได้ คนส่วนใหญ่รีบด่วนตัดสินต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่ตรวจสอบที่มาที่ไป เหตุและผลให้ดีเสียก่อน จึงไม่แปลกเลยที่ทุกวันนี้เราจะเห็นการเผยแพร่ข่าวที่บิดเบือน หรือข่าวที่ไม่เป็นความจริงเต็มไปหมด แล้วคนก็หลงเชื่อโดยง่ายไม่ศึกษาให้ดีก่อน ยิ่งเห็นได้ชัดในโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ลูกโซ่การรักษาโลกแบบผิด ๆ สุดท้ายเกิดผลเสียต่อทั้งตนเองและต่อผู้อื่น การมองลึกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนพึงมี

การนึกไกล คือการนึกถึงผู้อื่นเสมอ ไม่ใช่การนึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง การแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง คิดแค่ว่าตนเองจะได้อะไร แต่ไม่ได้คิดว่าที่มาของผลประโยชน์ของเราไปเบียดเบียนคนอื่นหรือเปล่า หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการเห็นแก่ตัว หากสังคมในปัจจุบันมีแต่คนนึกถึงแต่ตนเอง สังคมคงวุ่นวายน่าดู หากคนคำนึงแต่สิทธิตนเอง ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น สังคมนั้นจะถือเป็นสังคมที่เจริญได้อย่างไร

ใจกว้าง คือความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่แบ่งเชื้อชาติศาสนา ไม่เหยียดสีเหยียดเพศ จะเห็นได้ว่าสังคมโลกปัจจุบัน ผู้คนต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เหยียดทุกความต่างของผู้อื่น ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย การทำร้ายร่างกาย การเข่นฆ่ากัน ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็เป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกัน หากเรามีความใจกว้าง ปราศจากอคติในใจ เราจะสามารถอยู่ร่วมโลกกันได้อย่างมีความสุข

ทั้ง 3 อย่างนี้ หากมนุษย์ทุกคนมีอยู่ในใจโลกของเราคงสงบสุขมากยิ่งขึ้น แม้ตอนนี้มันจะยังไม่ใกล้เคียงเท่าไหร่ แต่ว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่พยายามรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ อาจจะเป็นก้าวเล็ก ๆ แต่ถ้าเราทำอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ สุดท้ายผลดีก็จะตกอยู่ที่ตัวเราเอง จิตใจของเราก็จะสงบและมีความสุข ธรรมะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ หากคุณเปิดใจสักนิดจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัวและธรรมะแฝงอยู่ในทุกรูปแบบของการใช้ชีวิต หากคุณลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว การมองลึก นึกไกล ใจกว้าง จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีแห่งหนึ่งของโลก สอนวิธีคิด เล่มที่ 1 “วิชาที่ไม่มีในตำรา”

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยชื่อดังที่หลาย ๆ คนเคยได้ยิน 1 ในนั้นต้องมีชื่อ ฮาร์วาร์ด อย่างแน่นอน มหาวิทยาลัยในฝันของหลาย ๆ คน แต่ว่าก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะได้เข้าไปที่นั่น นอกจากมีความสามารถแล้ว ยังต้องมีลักษณะโดดเด่น เพื่อจะได้พัฒนาไปสู่คนที่ประสบความสำเร็จในอนาคต แต่ว่าการจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในแบบฉบับของฮาร์วาร์ดนั้นเป็นอย่างไร ชาวฮาร์วาร์ดมีวิธีคิดอย่างไร หนังสือเล่มนี้ได้ตอบคำถามคุณแล้ว

                เหวย์ ซิ่วอิง นักเขียนชื่อดังชาวจีน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มุ่งเน้นให้คนรู้จักพัฒนาตนเอง ในรูปแบบความคิดที่นอกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนหรือด้านการทำงาน ซึ่งนอกจากความเก่งแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราแตกต่างและโดดเด่นจากผู้อื่นได้ ต้องผ่านการเรียนรู้ที่มาจากประสบการณ์ในชีวิตจริง โดยได้รวบรวมทั้งความคิด บทสุนทรพจน์ของอาจารย์และศิษย์เก่าของฮาร์วาร์ดเอาไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งนั้น แต่ละคนมีความคิดที่น่าทึ่ง นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอออกมาในรูปแบบของเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และที่เป็นสีสันของเล่มนี้คือ ในแต่ละบทจะมี “ฮาร์วาร์ดทดสอบคุณ” จะเป็นเกมทางจิตวิทยาง่าย ๆ ที่ให้ผู้อ่านได้ขบคิดกัน

                การจะประสบความสำเร็จได้นั้น ฮาร์วาร์ดให้แง่คิดไว้ว่า จุดเริ่มต้นคือ เราต้องกำหนดเป้าหมายของชีวิตให้ชัดเจน เมื่อเรามองเห็นเป้าหมายแล้ว เราจึงจะสามารถรู้ได้ว่าเส้นทางต่อไปที่เราจะเลือกเดินเราจะเดินไปทางไหน ความขยันหมั่นเพียรความกระตือรือร้นก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากมีเป้าหมายแล้วเราควรทำอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเราสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งใครแล้ว เราก็จะสามารถสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองได้ดีทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เราจะสามารถประสบความสำเร็จได้นั้นจะต้องผ่านบททดสอบชีวิติมากมาย สิ่งสำคัญคืออย่าถอดใจไปเสียก่อน มีความหวังอยู่เสมอ เท่านี้ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป หลายคนต้องการเห็นผลที่ชัดเจน ทันตา และรวดเร็ว พอไม่ได้ดั่งใจก็ท้อล้มเลิก แต่ฮาร์วาร์ดได้บอกไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แล้ว

                หนทางในการนำไปสู่ความสำเร็จมีมากมาย บางคนลองทำแบบนี้แล้วได้ผล แต่บางคนทำแบบนี้แล้วกลับไม่ได้อะไรเลย เพราะความสำเร็จมันไม่มีสูตรที่ตายตัว ไม่สามารถจะรับประกันผลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน เดินไปบนทางเดียวกันใช่ว่าจะเจอปลายทางเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วเราควรนำประสบการณ์ของคนอื่นมาปรับให้เข้ากับชีวิตของเราให้เหมาะสม หาหนทางความสำเร็จที่เป็นสูตรของเราให้เจอ และแน่นอนความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

เปิดโลกวิธีคิดของคนรวยไปกับ Rich Dad Poor Dad

เชื่อว่าหลาย ๆ คนเวลาที่เดินเข้าไปในร้านหนังสือ พอหันไปมองชั้นหนังสือที่ถูกจัดอันดับ จะต้องเคยเห็นหนังสือเล่มม่วง ๆ ที่หน้าปกมีผู้ชายมาดอบอุ่นยิ้มให้คุณอยู่เสมอ แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องการเงินที่ขายดีไปทั่วโลกอย่าง Rich Dad Poor Dad หรือ พ่อรวยสอนลูกนั่นเอง โดยเราจะพาไปดูตัวอย่างเรื่องราวภายในเล่มกันว่า ทำไมหนังสือดังกล่าวจึงได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากมายถึงเพียงนี้

คุณเป็นหนึ่งในคนที่ติดอยู่ในสนามแข่งหนูหรือเปล่า?

“ตั้งใจเรียนมาก ๆ จะได้มีงานดี ๆ เงินเดือนสูง ๆ” คุณเคยตั้งข้อสงสัยกับประโยคที่ถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ บ้างหรือไม่ หากคุณตอบว่าไม่ อย่างนั้นเราขอให้คุณโฟกัสไปที่คำว่า “เงินเดือนสูง ๆ” กันอีกครั้ง ทีนี้คุณเริ่มเห็นอะไรมากขึ้นบ้างหรือยัง?

นั่นหมายความว่าคุณจะต้องติดอยู่ในวงจรของการแข่งขันกันทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างผลงานให้คุณได้รับการยอมรับ เลยเป็นที่มาของคำจำกัดความที่ผู้เขียนอย่าง โรเบิร์ต คิโยซากิ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า คุณกำลังวนเวียนอยู่ใน สนามแข่งหนู เพราะสุดท้ายสิ่งที่คุณทำนั้นอาจสร้างคุณค่าหรือรายได้ให้กับตัวคุณเองก็จริง แต่กล้าพูดไหมว่ามันมากกว่าที่เจ้านายของคุณจะได้รับจากคุณ

แต่เดี๋ยวก่อน ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าต้องการให้ทุกคนต่างออกมาทำงานเป็นเจ้านายตัวเองกันหมด เพราะทางผู้แปลได้เคยสอบถามและได้รับคำตอบจากโรเบิร์ตว่า เพียงต้องการชี้ให้คุณปรับมุมมองเสียใหม่ เช่น หากคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณควรสร้างคุณค่าบางอย่างที่ทำให้เจ้านายของคุณเห็นว่า ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การจ้างพนักงานคนหนึ่ง แต่ต้องจ้างคน ๆ นี้เท่านั้นต่างหาก อีกทั้งต้องการจุดไฟในความคิดของคุณให้มองถึงอนาคตข้างหน้าเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องเป็นลูกจ้างไปแบบไม่มีวันออกจากวงจรดังกล่าวได้

คนรวยทำงานเพื่อทรัพย์สิน ในขณะที่คนจนทำงานเพื่อหนี้สิน

มีหลาย ๆ คนที่กำลังเข้าใจผิดในเรื่องของทรัพย์สิน จนทำให้สุดท้ายเข้าไปติดอยู่โลกของหนี้สินกันแบบไม่รู้ตัว เช่น บางคนบอกว่าการผ่อนอสังหาริมทรัพย์คือทรัพย์สิน แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลยเพราะตราบใดที่คุณยังมีภาระผ่อนต่อเดือนมันก็ต้องนับเป็นหนี้สิน

แต่ขนาดคนรวยก็ยังต้องผ่อนบ้านกันนะ อย่างนี้คนรวยก็ต้องมีหนี้สินเหมือนกันแหละ

ที่กล่าวมาก็ถูกแต่ไม่ทั้งหมดซะทีเดียว เพราะสำหรับคนรวยบางคนที่ผ่อนอสังหาริมทรัพย์แล้วปล่อยให้เช่าจนเกิดเป็นกระแสเงินสดที่มากกว่าเงินชำระหนี้ อันนี้ต้องเรียกว่าเขาซื้อทรัพย์สินนะ แถมยังถือเป็นทรัพย์สินชั้นเลิศด้วยเพราะไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าซื้อเองแถมยังผลิตเงินออกมาให้ใช้ฟรี ๆ อีกต่างหาก หรือคนที่อาจจะชื่นชอบการเดิมพันที่ VWIN ก็ถือเป็นอีก 1 ช่องทางที่ใช้เงินต่อเงิน เป็นต้น

ดังนั้นแล้ว หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องดังกล่าว แนะนำว่าลองศึกษาจากหนังสือเล่มนี้ดูสิ เพราะผู้เขียนได้อธิบายไว้อย่างละเอียดจนคุณจะเปลี่ยนมุมมองและไม่มีทางติดกับดักทางการเงินอีกอย่างแน่นอน

เงินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่ดันไม่มีวิชาไหนสอนในโรงเรียน

ทุกวันนี้เกือบทั้งหมดในชีวิตของผู้คนบนโลกถูกขับเคลื่อนไปด้วยเงินตรา แต่ถือเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างมากที่ดันไม่มีหลักสูตรเรื่องการเงินสอนอยู่ในโรงเรียนเลยแม้แต่ที่เดียว จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นตอปัญหาที่ทำให้คนไทยในวัยทำงานเป็นหนี้กว่า 50% แถมหากเจาะลึกไปกว่านั้นดันเป็นหนี้เสียกว่า 16% ซะด้วย ซึ่งก็น่าคิดนะว่า หากมีการเรียนการสอนในเรื่องดังกล่าว บางทีตัวเลขอาจจะน้อยลงกว่าครึ่งเลยก็เป็นได้

เอาเป็นว่าในเมื่อมันไม่มีให้เรียนเราจะบ่นกันต่อไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร หนังสือเล่มนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ โรเบิร์ต คิโยซากิ ตั้งใจจะเผยแพร่ความรู้ทางด้านการเงินให้แก่ผู้คนทั่วทุกมุมโลก เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความหมายและหนทางของการมีอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง

ก็ต้องบอกเลยว่า Rich Dad Poor Dad ถือเป็นหนังสือระดับตำนานที่ทุกคนควรมีติดบ้านไว้คนละอย่างน้อยหนึ่งเล่ม เพราะไม่เพียงแค่ช่วยคุณแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินได้ แต่ยังจะช่วยปลูกฝังบุตรหลานและคนในครอบครัวให้มีความรู้เท่าทันในเรื่องการเงินกันอีกด้วย อย่าลืมไปลองหามาอ่านกันดูล่ะ

สองปีกของความฝัน เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ

เราทุกคนมีความฝัน แต่การที่จะไล่ตามความฝันนั้นไม่ใช่ใครทุกคนที่จะประสบความสำเร็จ บางคนก็อาจจะหลงทางไปก่อนที่จะถึงฝัน หรือบางคนหมดเรี่ยวแรงก่อนที่จะได้ทำตามฝัน หนังสือเล่มนี้จะช่วยสะท้อนแง่มุมต่าง ๆ ของการตามล่าหาความฝันของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือฝันว่าอะไร คุณสามารถทำให้ฝันของคุณเป็นจริงได้

                วินทร์ เลียววาริณ เจ้าของรางวัลซีไรต์ 2 สมัย ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้เขียนเรื่องราวการต่อสู้ตามความฝันในหลาย ๆ รูปแบบ โดยแต่ละบทของหนังสือนั้น จะเป็นการเล่าเรื่องราวการต่อสู้ความฝันทั้งจาก นิยาย วรรณกรรม ภาพยนตร์ และเรื่องจริง ที่จะช่วยให้แง่คิดและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี และยังมีคำคมดี ๆ แทรกอยู่ในแต่ละบทพร้อมกับภาพประกอบในแต่ละบทที่ช่วยให้เห็นภาพที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารชัดเจนยิ่งขึ้น

                ความฝัน ใครก็ฝันได้ แต่จะมีสักกี่คนที่พยายามและตั้งใจทำให้มันสำเร็จ หลายคนท้อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเลยด้วยซ้ำ คอยแต่ดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้ ถ้าเราไม่พยายามมากพอก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แต่ว่าการพยายามของเราก็ต้องพยายามแบบถูกที่ถูกทาง หากเราพยายามในหนทางที่ผิดความพยายามจะกลายเป็นดันทุรังและเหนื่อยเปล่าแน่ ๆ สิ่งสำคัญของการตามล่าหาความฝันคือ เราต้องรู้ตัวเองว่าจริง ๆ แล้วเราต้องการอะไร และการจะไปถึงฝันนั้นเรายังขาดอะไรบ้าง จุดอ่อนของเราคืออะไร และจุดแข็งของเราคืออะไร ต้องมองปัญหาที่มีให้ออก เพิ่มมิติของการมองให้กว้างมากขึ้น เราก็จะสามารถมองเห็นหนทางในการแก้ปัญหาใหม่ ๆ เพื่อเดินทางตามความฝันของเรา

                ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายมิติของการมองมาจากนิทานจีนเรื่องหนึ่ง เป็นการสอนให้มองปัญหาแบบ กว้าง x ยาว x ลึก ไม่จำกัดกรอบความคิด เราสามารถที่จะฝันอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องฝันตามค่านิยม ประเพณี วัฒนธรรม อีกทั้งยังมีการเปรียบเทียบความฝันกับ ปีก ซึ่งสัตว์ปีกแต่ละชนิดก็จะมีลักษณะปีกที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึงต้นทุนความฝันของแต่ละคน ซึ่งเราจะบินพาความฝันไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบปีกของเราเอง และนี่ก็เป็นที่มาของชื่อหนังสือ “สองปีกของความฝัน” นั่นเอง

                สุดท้าย เราทุกคนมีสิทธิ์ฝัน ความฝันไม่เคยจำกัดสิทธิ์ใคร ไม่เกี่ยงอายุ หน้าตา หรือฐานะ ต่อให้จะมีคนไม่เชื่อในสิ่งที่คุณฝัน หันหลังให้คุณ แต่ขอให้คุณเชื่อมั่นใจตัวเอง อย่าหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นที่บั่นทอนความฝันของเรา และพิสูจน์ให้ผู้คนเห็นว่าคุณสามารถยืนหยัดทำฝันของคุณได้ มันอาจจะใช้เวลา 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตก็ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าหากคุณทำมันสำเร็จ มันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ กับการที่ลงทุนฟันฝ่าจนทำสำเร็จได้ ขอเพียงแค่คุณไม่หยุดฝันเท่านั้นเอง

จริง ๆ แล้วเจ้านายต้องการอะไรจากเรา เขียนโดย ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ

หนุ่มสาววัยทำงานที่กำลังมองหาคู่มือหรือหนังสือที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานมากยิ่งขึ้นและสามารถเรียนรู้สังคมการทำงานอย่างรวดเร็วแล้วล่ะก็ หรือแม้แต่คนที่ทำงานมานานแล้ว ย้ายงานมาหลายที่ แต่ยังรู้สึกว่าทำไมเรายังทำงานเข้ากับที่ทำงานไม่ได้สักที หรือคนที่มีปัญหากับหัวบ่อย ๆ หนังสือเล่มนี้สามารถช่วยคุณได้ เมื่ออ่านแล้วคุณจะเข้าใจเจ้านายของคุณว่าเขาต้องการอะไร และจะจัดการปัญหาที่เกิดได้อย่างไร หรือแม้แต่เจ้านายเองก็สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อเข้าใจลูกน้องมากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการทำงาน

                ฮิเดฮิโกะ ฮามาดะ ผู้เขียน เป็นวิทยากรในการอบรม ผู้จัดการ หัวหน้า หรือผู้อำนวยการระดับต่าง ๆ ได้มองเห็นปัญหาทางด้านความสัมพันธ์ของหัวหน้าและลูกน้องอยู่เสมอ ร้อยละ 97 เปอร์เซ็นต์ของลูกน้องไม่เข้าใจความต้องการของหัวหน้า ซึ่งผลเสียตามมาอีกหลายเรื่อง ผู้เขียนจึงได้สรุปความต้องการของหัวหน้าที่ส่วนใหญ่มักจะแสดงออกหรือบอกลูกน้องตรง ๆ มาในหนังสือเล่มนี้

ในปัจจุบัน ปัญหาการทำงานในองค์กรต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น หลัก ๆ มาจากการไม่ยอมสื่อสารหรือพูดคุยกัน จนบางครั้งเกิดความไม่เข้าใจนี้นำไปสู่ผลงานที่ออกมา กระทบถึงการคงอยู่ของบริษัทเลยก็มี ทั้ง ๆ ที่ปัญหาส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่เกิดจนสะสม ยาวนาน ถูกละเลย จนวันหนึ่งมันทวีคูณไปจนถึงจุดแตกหัก เราจึงมักเห็นผู้คนวัยทำงานโพสระบายปัญหาเหล่านี้อยู่เป็นเนื่อง ๆ ไม่ว่าจะในบล็อกยอดนิยมอย่างพันทิปหรือแม้กระทั่งบนพื้นที่โซเชียลของตนเอง เป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น เพราะไม่เคยมีใครมาทำความเข้าใจ หรือมีการศึกษาว่าแท้จริงแล้ว การทำงานนั้นต้องมีขั้นตอนหรือการแสดงออกที่ถูกต้องอย่างไร

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้แตกประเด็นออกมาให้อ่านเข้าใจง่าย และพูดถึงประเด็นหลัก ๆ อยู่ 4 ประเด็นคือ การสื่อสาร การวางตัว การดำเนินงาน และการพัฒนาความสามารถ ซึ่งแต่ละประเด็นได้แตกย่อยไปอีก ไม่ได้มีแค่การทำความเข้าใจกันของหัวหน้าและลูกน้องเท่านั้น แต่ยังมีการรู้จักตั้งรับบททดสอบต่าง ๆ มากมายในที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกับเจ้านายเอง หรือเพื่อนร่วมงาน หรือเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การจัดโต๊ะทำงาน ก็สามารถส่งผลต่อทัศนคติของหัวหน้าที่มีต่อคุณ และแต่ละบทก็จะมีบทสรุปของบท ๆ นั้นเป็นข้อความสั้น ๆ รัดกุมให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

การทำงานนอกจากเราจะต้องทำความเข้าใจกับงานแล้ว สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการทำงานกับผู้คน ไม่มีงานไหนที่เราจะหลีกเลี่ยงที่จะทำกับผู้คนได้ ซึ่งเป็นการทำงานที่ยากที่สุด จึงมีคำพูดที่ว่า “เหนื่อยจากงานไม่เท่าเหนื่อยจากคน” แต่ทว่า หากเราสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ได้ นอกจากคุณจะมีความสุขในการทำงานมากยิ่งขึ้น ก็ยังส่งผลต่อองค์กรของคุณเอง หากภายในองค์กรทั้งลูกน้องและเจ้านายมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเป้าหมายและทิศทางความคิดไปในทางเดียวกัน ก็จะช่วยทำให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ

อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่ เขียนโดย Ken Mogi แปลโดย วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

ในโลกปัจจุบันที่ชีวิตการทำงานแสนน่าเบื่อ ปัญหาการจราจรที่แสนจะติดขัด ใน 1 วันที่กว่าคุณจะตื่นขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านการกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกไปกี่รอบ อาหารเช้าที่ว่าจำเป็นและสำคัญถูกตัดทิ้งไปด้วยความรีบร้อน การออกกำลังกายที่คุณเคยวางแผนไว้กลับล่มไม่เป็นท่าเมื่อคุณต้องเลิกงานดึก กว่าจะเช็คข้อมูลบนโซเชียลเวลาก็ล่วงเลยไปเที่ยงคืนแล้ว ชีวิตต้องวนลูปแบบนี้ไปทุกวัน รอวันสิ้นเดือนที่จะนำเงินมาใช้จ่ายก้อนใหญ่ หลายคนถามตัวเองว่า เราต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ แล้วเมื่อไหร่คุณจะมีความสุขเสียที หนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณ

                อิคิไก เขียนโดยอาจารย์ เคน โมงิ  นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองชื่อดังของญี่ปุ่น ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่น อิคิไก หมายถึงความสุขและการดำเนินชีวิต ประกอบด้วยคำญี่ปุ่น 2 คำ คือ อิคิ แปลว่า มีชีวิต และ ไก แปลว่า เหตุผล ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีกลิ่นอายของญี่ปุ่นได้อย่างเข้มข้นและละเอียดถี่ถ้วน นอกจากนี้จะได้เห็นมุมมองของคนญี่ปุ่นที่มีความพิถีพิถันและให้ความสำคัญต่อสิ่งเล็ก ๆ เสมอ และจะได้เห็นว่าแต่ละอาชีพล้วนมีศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนรู้เช่นกัน

                ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างผู้คนหลากหลายอาชีพที่มี อิคิไกในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้านซูชิ ที่มีความสุขกับการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ กรรมวิถีต่างๆที่จะทำให้เขาสามารถได้วัตถุดิบที่สดใหม่ตลอดเวลา หรือพ่อค้าขายปลาทูน่าที่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปยังตลาดปลาค้นหาปลาที่สดใหม่อยู่เสมอซึ่งหายากมาก และถ้ารอเวลาเขาอาจจะพลาดปลาทูน่าที่ดีที่สุดไป ทำให้เขามีความกระตือรือร้นที่จะตื่นเช้า นี่ก็เป็นอิคิไกอีกรูปแบบหนึ่ง

                อิคิไกจะให้ความสำคัญกับการตื่นเช้า การไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อย และการรู้จักพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การมีความสุขกับเรื่องธรรมดา ๆ มองเห็นคุณค่าในอาชีพ และสิ่งที่ตนเองมี ผู้เขียนยังได้ยกผลการเก็บสถิติผู้ที่ยึดหลักการอิคิไก กับผู้ที่ไม่ได้มีอิคิไกว่า ผู้ที่มีอิคิไกนั้น มีค่าเฉลี่ยอายุที่ยืนยาวกว่า มีความสุขในชีวิตมากกว่า และยังได้มีการเปรียบโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

                สุดท้าย หัวใจหลักของ อิคิไก นั้น คือการที่เรารู้จักมองเห็นคุณค่าของตัวเราเอง การยอมรับตัวเอง ทำเพื่อตัวเอง ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว คนที่จะมีอิคิไกได้ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จที่สุด รวยที่สุด หรือเก่งที่สุด อิคิไกไม่มีข้อกำจัดหรือขอบเขต เราทุกคนสามารถมีอิคิไกได้ ไม่ต้องทำสิ่งยิ่งใหญ่ แค่คุณมีสิ่งเล็ก ๆ ภายในใจ ที่ทำให้คุณกระตือรือร้นที่ใช้ชีวิต และมีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว หากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ การตื่นเช้าของคุณคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะแค่ตื่นเช้าชีวิตของคุณก็จะได้มีพลังและมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอีกมากมาย หาอิคิไกของคุณจากหนังสือเล่มนี้ดู บางทีมันอาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ได้

ขุนเขาเกาสมอง เขียนโดย ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

ถ้าหากคุณเป็นแฟนตัวยงของหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาชีวิต และหนังสือทางด้านจิตวิทยาแล้วล่ะก็ น่าจะเคยได้ยินชื่อของ ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร มาบ้าง แม้กระทั่งตามร้านหนังสือชั้นนำ หนังสือของเขาก็ยังคงได้ Best Seller อยู่บ่อยครั้งเลยทีเดียว และเล่มนี้ก็เช่นกัน แต่ถ้าหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อคนคนนี้มาก่อน หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ ที่นำเสมอเรื่องราวอันซับซ้อนของสมองของคนเรา สอดแทรกไปกับหลักจิตวิทยา วิทยาศาสตร์และหลักทางพุทธศาสนาได้อย่างกลมกล่อมและกลมกลืน

                เราทุกคนรู้จัก “สมอง” แน่ล่ะ สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก ๆ ของมนุษย์ สมองทำให้เรามีพัฒนาการมากกว่าสัตว์อื่น มีความรู้สึกนึกคิด มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ และยังทำให้คิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนโลกได้เลยทีเดียว แต่น่าแปลกไหมล่ะ ในเมื่อสมองมีความสำคัญและดูยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่เคยเข้าใจมัน และน้อยคนนักที่จะมานั่งทำความรู้จักกับสมองจริง ๆ หนังสือเล่มนี้นี่เอง ที่จะไขข้อสงสัยหรือทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่คุณมองข้ามมันไป คุณจะรู้ว่าสมองของเรามีผลต่อชีวิตมากแค่ไหน และจริง ๆ แล้วความสุขที่ทุกคนตามหามันอยู่ไม่ไกลเลย

“ความสุขอยู่ที่สมองของคุณ”

                คนเรามักจะเอาความสุขไปผูกติดไว้กับสิ่งของหรือความสัมพันธ์ และมักจะคิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เรามีความสุข แต่เคยสงสัยไหมว่า สิ่งของบางอย่าง หรือความสัมพันธ์ในหลายรูปแบบ เมื่อได้มาแล้วกลับไม่มีความสุขแบบที่คิดไว้ หรือบางคนซื้อหวยทุกเดือนและเฝ้าบอกตัวเองว่าถ้าถูกหวยรางวัลที่ 1 เขาคงจะได้มีความสุขเสียที แต่ว่าเราต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหน จริง ๆ แล้วไม่ต้องรอให้ถูกหวยรางวัลที่ 1 เราก็มีความสุขได้ เพียงแค่เราเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของเราให้ดีเท่านั้น

ความสุขทั้งหมดสมองของคนเราเป็นคนปรุงแต่งและสร้างมันขึ้นมาเอง เราสร้างเงื่อนไขให้กับความสุข ตามสิ่งแวดล้อม ค่านิยม ธรรมเนียมปฏิบัติ วัฒนธรรม และยังคงยึดติดกับสิ่งที่เราคิดว่ามันจะทำให้เรามีความสุข และเมื่อยึดติดมาก ๆ สุดท้ายมันกลายเป็นความทุกข์แทน ทุกข์มากขึ้นเมื่อผู้คนไม่ยอมรับไม่ยอมทำความเข้าใจกับความทุกข์นั้น หนังสือเล่มนี้จะชี้ให้เห็นว่า ความทุกข์เป็นเรื่องปกติที่ติดตัวมนุษย์ทุกคน ไม่มีมนุษย์คนไหนไม่ทุกข์ เพียงแค่เรารู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันสมองของเราและจัดการมันอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยให้ทุกข์นั้นสั้นลงและมีความสุขได้ง่ายและยาวนานขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้เขียนได้อธิบายส่วนประกอบของสมองทางด้านความรู้สึกไว้อย่างชัดเจน และยังนำมาเปรียบเปรยกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วย เรียกได้ว่า ใช้ทั้งหลักวิทยาศาสตร์และหลักความเชื่อผสมผสานกันอย่างดี ภายในหนังสือจะมีการทดสอบทางจิตวิทยาเล็ก ๆ ขั้นระหว่างบททุกบท เพิ่มความน่าสนใจและความสนุกให้หนังสือมากขึ้น หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ นอกจากคุณจะเข้าใจสมองและกลไกทางความรู้สึกของตัวเองมากขึ้นแล้ว แน่นอน สิ่งสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ความสุขในชีวิตของคุณก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

“กล้าที่จะถูกเกลียด” เขียนโดย คิชิมิ อิชิโร, โคะโกะ ฟุมิทะเกะ

ถ้าใครกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายสังคมแห่งการทำงาน สังคมรอบข้าง เพื่อนฝูง ครอบครัว หรือกำลังโดนเอารัดเอาเปรียบอยู่ละก็ หนังสือที่จะแนะนำให้อ่านก็คงจะหนีไม่พ้นหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

แค่อ่านชื่อหนังสือก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากแค่ไหน ต้องชื่นชมนักแปล โยซุเกะ และนิพดา เขียวอุไร ที่ตั้งชื่อภาษาไทยได้น่าสนใจขนาดนี้ จากฝีมือนักเขียนญี่ปุ่น 2 คน ชิมิ อิชิโร และโคะโกะ ฟุมิทะเกะ ที่ถ่ายทอดเรื่องราววิธีคิดในการพัฒนาตนเองทางด้านจิตวิทยา จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็น Best Seller ในร้านหนังสือเลยทีเดียว

หากจะพูดถึงหลักจิตวิทยาหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าหลักจิตวิทยามีหลายแขนงหลายศาสตร์มาก จิตวิทยาบางแขนงก็เป็นที่ยอมรับและนิยมในวงกว้าง แต่บางแขนงก็น้อยคนนักที่จะรู้จัก หนังสือเล่มนี้ได้หยิบเรื่องราว หลักจิตวิทยาแอดเลอร์ ของ อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfred Adler) นักจิตวิทยาผู้ถูกยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการพัฒนาตนเอง” มาถ่ายทอดในรูปแบบของชายหนุ่มผู้ไม่เชื่อและไม่เข้าใจจิตวิทยาของแอดเลอร์จึงเดินทางมาสอบถามข้อเท็จจริงกับ “อาจารย์” นักปรัชญาที่เชี่ยวชาญศาสตร์นี้ ซึ่งหลักจิตวิทยานี้เป็นจิตวิทยาแนวปัจเจกบุคคล ที่สอนให้คนรู้จักพึ่งพาตนเอง รู้เท่าทันความคิดของตนเอง และสามารถแยกแยะเรื่องราวของตนเองและผู้อื่นได้

ผู้เขียนจะเล่าเรื่องราวในเชิงบทสนทนาระหว่างชายหนุ่มคนหนึ่ง กับนักปรัชญา โดยจะมีการตั้งประเด็นมาถกเถียง หาข้อโต้แย้งกัน ซึ่งทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจและเป็นการเสนอมุมมองของจิตวิทยาที่ไม่น่าเบื่อ แถมยังมีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันทำให้เข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น แต่คงเนื้อหาและใจความสำคัญไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยจะพูดถึงชีวิตของคนเราที่เรามักจะไม่พัฒนาไปไกลและทุกข์ใจเพราะการยอมคนอื่น การเอาอกเอาใจผู้อื่น มองแต่ชีวิตผู้อื่น การยอมโดนเอารัดเอาเปรียบ แต่สุดท้ายความอึดอัดใจกลับมาตกอยู่ที่ตัวเราเอง มันสะท้อนถึงสังคมการทำงาน สังคมเพื่อนฝูง และแม้แต่สังคมเล็ก ๆ อย่างสังคมครอบครัว ปรัชญาของแอดเลอร์จะบอกให้เราเลือกที่จะหันมาดูแลความรู้สึกของตนเองก่อน เพื่อที่เราจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลมากขึ้น และแน่นอนหลายครั้งการทำแบบนี้สิ่งที่อาจจะต้องแลกมา คือความอิจฉาริษยาของคนรอบข้าง ความไม่พอใจ ไม่ถูกใจใคร จึงตอบที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ “กล้าที่จะถูกเกลียด”

หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นหลักการทางความคิดที่สุดโต่งไปหรือเปล่า แต่แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้กำลังสอนให้เรารักตัวเอง มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ที่ไม่ใช่เห็นแก่ตัวหรือเบียดเบียนคนอื่น และที่สำคัญคือการที่เราไม่ยอมให้ผู้อื่นเบียดเบียนเรา หากจะเทียบกับสุภาษิตไทยที่เราคุ้นหูกันก็คือ “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” นั่นเอง

หากลองอ่านดู จะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้น่ากลัวแบบชื่อหนังสือเลย และแน่นอนการยอมถูกเกลียดจากคนที่ทำไม่ดีกับกับเราก็ไม่ใช่เรื่องแย่สักเท่าไหร่

“เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี” : หนังสือดีที่จะบอกคุณว่า…ควรเลือกกินอาหารอย่างไรเพื่อให้สุขภาพแข็งแรง

ในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ แน่นอนว่าปัญหาหนึ่งที่คุณมักจะพบในชีวิตประจำวันก็คือ เรื่องอาหารการกิน เนื่องจากสังคมทุกวันนี้มีความเป็นสังคมเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจึงค่อย ๆ หายไป ทุกวันนี้เราต้องเร่งรีบออกไปทำงาน นอกจากการทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดแล้ว ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อีกมากมายจนแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเองในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกกินอาหารง่าย ๆ อย่างอาหารจานด่วนต่าง ๆ รวมถึงพวกข้าวราดแกง ที่คุณอาจจะไม่ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากการรับประทานอาหารเหล่านี้ และมันก็จะส่งผลต่อสุขภาพของเราด้วย ดังนั้นวันนี้เรามีหนังสือดี ๆ มารีวิวบอกต่อที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราโดยตรงอย่างเรื่อง “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี”

เปิดเคล็ดลับสุขภาพดี ในหนังสือ “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี”

ในหนังสือเล่มนี้จะมาบอกเคล็ดลับตั้งแต่การกินอาหาร ไม่ใช่แค่กินได้ แต่ต้องกินให้เป็น และทำอย่างไรเราจึงจะมีสุขภาพดี เพราะการที่จะมีสุขภาพดี หุ่นดี และรูปร่างที่ดีนั้น จำเป็นจะต้องใส่ใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ แม้ว่าในแต่ละวันคุณจะเร่งรีบแค่ไหนก็ตาม ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ตอบโจทย์คนที่รักสุขภาพอย่างมาก โดยจะบอกตั้งแต่เคล็ดลับการกินอาหารบำรุงสุขภาพและผิวพรรณ การเลือกเมนูอาหารที่เหมาะกับการช่วยบำรุงสุขภาพผิว เพื่อผิวสวยใสและสุขภาพดี นอกจากนี้ยังบอกเคล็ดลับการกินอาหารบำรุงผมให้สวยอีกด้วย นอกจากนั้นยังบอกวิธีการกินอย่างไรจึงอ่อนเยาว์ รวมกับเป็นหนุ่มสาวแรกรุ่นอีกครั้ง และแนะแนวทางการกินผักผลไม้ ที่จะช่วยชะลอความแก่ ให้คุณยังฟิตกลับมาเป็นหนุ่มเป็นสาวแข็งแรง เต่งตึงอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำที่เหมาะกับสายสุขภาพ และคนที่อยู่ในสังคมเมืองที่ต้องทำงานหนัก ๆ และเผชิญกับความเครียดอยู่เป็นประจำ นั่นก็คือเคล็ดลับเมนูสลายความเครียด นับว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้วในหนังสือเล่มนี้ยังแนะนำเกี่ยวกับการกินอย่างไรจึงจะรูปร่างดี ซึ่งก็เหมาะกับสาว ๆ รุ่นใหม่ที่อยากมีหุ่นเพรียวกระชับ รูปร่างดี ซึ่งในหนังสือก็จะบอกสัดส่วนของการรับประทานอาหาร และเมนูสำคัญที่จะช่วยให้เรามีรูปร่างที่น่าหลงใหลได้ และสุดท้ายหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอเรื่องของสมุนไพรไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมุนไพรไทยถือว่ามีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพอย่างมาก ที่เรามักจะมองข้ามไป หนังสือเล่มนี้ก็จะบอกถึงการรับประทานสมุนไพรอย่างไรที่จะช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย

อ่านวิธี “กินดี มีสุข” เคล็ดไม่ลับที่คุณก็สามารถทำได้

เรื่องอาหารการกิน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สำหรับบางคนที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี หรือไม่รู้วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพ อย่ารอช้าที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพราะการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากจะทำให้ร่างกายของคุณแข็งแรง แล้วยังจะช่วยปกป้องคุณจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ช่วยชะลอความแก่ บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังมีวิธีการกินอาหารเพื่อบำรุงเส้นผม ฟัน เล็บและรูปร่างของคุณอีกด้วย เรียกได้ว่าหนังสือ “เคล็ดลับกินอย่างไรให้สุขภาพดี” เล่มนี้ คู่ควรอย่างยิ่งที่คุณควรเปิดอ่าน เพื่อเริ่มต้นดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรง พร้อมทำกิจกรรมในแต่ละวันอย่างมีความสุข