ดาวรุ่งจากอะคาเดมี ของดีที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุน

สโมสรฟุตบอลชั้นนำมักเลือกวางรากฐานของทีมด้วยการลงทุนสร้างและพัฒนาระบบอะคาเดมีเป็นมูลค่าไม่ใช่น้อย ด้วยเพราะหากอะคาเดมีของสโมสรสามารถผลิตดาวรุ่งที่มีแววได้แล้ว ย่อมหมายถึงต้นทุนที่จะใช้จ่ายในตลาดนักเตะย่อมลดลง รวมถึงข้อดีของนักเตะเยาวชนคือมักจะมีความผูกพันกับสโมสร โอกาสที่เมื่อวันหนึ่งประสบความสำเร็จแล้วจะย้ายหนีย่อมมีน้อยกว่านักเตะที่ไม่ได้มาจากระบบเยาวชน หรือแม้หากทีมไม่สามารถรั้งตัวไว้ได้แล้วก็ยังคุ้มค่าจากรายได้ที่มาจากค่าตัวนักเตะนั่นเอง

วันเดอร์คิด เด็กมหัศจรรย์รอวันแจ้งเกิดในฤดูกาล 2019-2020

ตลาดซื้อขายนักเตะในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงขึ้นในทุก ๆ ปี ราคานักเตะสามารถพุ่งทะลุเพดานทำลายสถิติกันเป็นว่าเล่น  ความเสี่ยงที่ซื้อตัวผู้เล่นมาด้วยราคามหาโหดแล้วเล่นไม่เข้าระบบก็มีมาก สโมสรฟุตบอลจึงพยายามปั้นนักเตะเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ในปี 2019/2020 ก็เช่นกัน นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีกจะมีใครบ้างที่ควรจับตามอง

1. ริอาน บริวสเตอร์ (ลิเวอร์พูล) วันเดอร์คิดวัย 19 ปี นักเตะที่ลิเวอร์พูลไปดึงมาจากอะคาเดมีของเชลซีเมื่อปี 2015 ได้รับคำชื่นชมจากเจอร์เกน คล็อปป์ เป็นอย่างมาก หากฤดูกาลที่ผ่านมาเขาไม่บาดเจ็บยาวไปเสียก่อนแฟนบอลหงส์แดงคงได้มีโอกาสเห็นความมหัศจรรย์ของเด็กคนนี้ได้มากกว่านี้เป็นแน่ ด้วยความฉลาด ว่องไว จบสกอร์ดี แอสซิสต์ก็ได้ นั่นคือความครบเครื่องของกองหน้าผู้นี้ แน่นอนว่าฤดูกาล 2019-2020 ที่จะมาถึงนี้ เราคงได้เห็นฟอร์มของเจ้าหนูคนนี้ในทีมสีเสื้อแดงเพลิงกันมากขึ้น

2. ฟิล โฟเด้น (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) กองกลางวัย 19 ปี ถือมีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ของทัพเรือใบสีฟ้าอยู่บ่อยครั้งในฤดูกาล 2018-2019 ถือได้ว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงมากที่สุดคนหนึ่งในพรีเมียร์ลีก ผลงาน 7 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จากการลงสนามมากถึง 26 นัดการันตีถึงความโดดเด่นเกินวัยของเจ้าหนูคนนี้ ฤดูกลาย 2019-2020 จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เขาแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว

3. อังเคล โกเมส (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) ดาวรุ่งวัย 19 ปี ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้น่าตื่นตาตื่นใจคนหนึ่ง ด้วยทักษะการครองบอล การเคลื่อนที่ไปกับบอล รวมทั้งการรับ-ส่งบอล ที่สามารถสร้างสรรค์เกมรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบทีมปีศาจแดงยังต้องการความหลากหลายในเกมรุกเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง โกเมสจึงน่าจะมีโอกาสแจ้งเกิดกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในไม่ช้านี้

4. อมิล สมิธ โรว์ (อาร์เซนอล) กองกลางตัวรุกกับอายุอานามเพียง 18 ปี เขาคือลูกหม้อของเดอะกันเนอร์สอย่างแท้จริง ผลงาน 2 ประตู ในฟุตบอลยูโรป้าลีก ฤดูกาลก่อนส่งผลให้ทีมแอร์เบ ไลป์ซิก จากบุนเดสลิกา เยอรมันต้องรีบมาขอยืมตัวไปเก็บเลเวลเมื่อตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา และจากสภาพทางการเงินของอาร์เซนอลในตลาดนักเตะอาจไม่ได้มีให้จับจ่ายเท่าไรนัก สมิธ โรว์ จึงอาจเป็นทางเลือกให้ อูไน อเมรี ดึงเจ้าหนูคนนี้กลับมาช่วยเกมรุกเพิ่มมิติความหลากหลายในแดนกลางให้ทีมก็เป็นได้

เกิดหรือดับ ฝีเท้าและโอกาสคือใบเบิกทางสู่การเป็นนักเตะอาชีพ

อันที่จริงยังมีดาวรุ่งอีกมากมายหลายคนในแต่ละทีมที่แสดงศักยภาพออกมาจนอาจมีโอกาสได้ขึ้นไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่สำหรับฤดูกาล 2019-2020 ทุกอย่างอยู่ที่จังหวะเวลาและโอกาส ที่สำคัญเมื่อโอกาสเหล่านั้นมาถึงเหล่าผู้เล่นจากอะคาเดมีจะสามารถคว้ามันไว้ได้หรือไม่เท่านั้นเอง

นักเตะในอดีตที่เติบโตมากับอะคาเดมีของสโมสรและสามารถพัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นนักฟุตบอลระดับโลก หรือเป็นตำนานของทีมโดยที่ไม่จำเป็นต้องย้ายทีมนั้นก็มีตัวอย่างให้เราเห็นกันมากมาย ทั้งไรอัน กิ๊กส์, สตีเวน เจอร์ราด หรือแม้กระทั่งลิโอเนล เมสซี่ ไม่แน่ว่าอาจมีใครสักคนในสี่คนนี้ที่อาจเป็นตำนานรายต่อไป

โชคลาง ความเชื่อ และความสำเร็จของนักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์

ในโลกของฟุตบอลอาชีพก็มีเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับนักฟุตบอลให้ได้จดจำกันอยู่ทุกสมัย หนึ่งในสิ่งที่มักทำให้ผู้คนจดจำนักฟุตบอลบางคนได้นอกจากฝีเท้าในสนามแล้ว ก็อาจเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวที่แสดงออกมาต่างกัน เช่นบางคนก็เป็นนักบอลสไตล์ฮาร์ดแมน บางคนก็มีนิสัยสนุกสนานตลอดเวลา แต่กลับมีนักฟุตบอลบางคนที่แสดงพฤติกรรมประหลาดชวนจดจำได้มากกว่านั้นทุกครั้งเมื่อลงสนาม

แปลกแบบนี้ก็มีด้วย ความเชื่อที่สร้างสีสันในสนามฟุตบอล

ความเชื่อเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แม้แต่นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังเองก็มีความเชื่อเป็นของตัวเอง อยู่ที่ว่าความเชื่อนั้นจะถูกแสดงออกมาอย่างไร และสร้างความชวนสงสัยให้กับแฟนบอลได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง เราลองมาดูกันว่าความเชื่อของนักเตะคนใดจะทำให้เราประหลาดใจได้มากกว่ากัน

1. กอนซาโล่ อิกวาอิน ที่เพิ่งประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนตินาไปหมาด ๆ มีความเชื่อว่า เมื่อไรที่เดินลงสนามเขาจะต้องก้าวเท้าซ้ายลงสนามก่อนเสมอ และไม่ลืมที่จะเคาะหัวเกือกข้างขวาลงพื้นอีก 3 ครั้ง

2. แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็คขวาตัวกลั่นชาวอังกฤษของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งไม่รู้ว่าความเชื่อนี้จะเกี่ยวกับความประหยัดของเจ้าตัวรึเปล่า เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าเขาจะต้องใช้ของใช้ชิ้นเดิมทุกชิ้นตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลไปจนปิดฤดูกาล เช่น เข็มขัด รองเท้า

3. CR7 หรือ คริสเตียโน โรนัลโด้ เองก็มีความเชื่อเป็นของตัวเอง สังเกตให้ดีว่าเขาจะต้องเป็นคนสุดท้ายที่เดินออกจากอุโมงค์เสมอ และเท้าขวาจะต้องก้าวลงสนามก่อนอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอเขาจะต้องตกแต่งทรงผมใหม่ในช่วงพักครึ่งเวลาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวพ่อ

4. อิเกร์ กาซิยาส อดีตผู้รักษาประตูมือฉมังของราชันชุดขาว มีความเชื่อว่าการตัดแขนเสื้อออกสักเล็กน้อยก่อนลงสนามนั้น จะทำให้โชคเข้าข้างเขาและเพื่อนร่วมทีม

5. จอห์น เทอร์รี่ อดีตตำนานกองหลังกัปตันทีมเชลซี ถือได้ว่าเป็นนักฟุตบอลที่เชื่อเรื่องโชคลางเป็นอย่างมาก และนี้คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา เช่น ทุกครั้งที่ต้องขึ้นรถของสโมสรเพื่อไปแข่งขันเขาจะต้องนั่งในตำแหน่งเดิมทุกครั้ง และยังต้องคอยนั่งนับเสาไฟฟ้าข้างทางไปจนถึงสนามแข่งขัน รวมถึงการเข้าห้องน้ำห้องเดิมทุกครั้ง โดยไม่ยอมใช้ห้องอื่นเลยแม้ว่าห้องน้ำห้องนั้นจะไม่ว่าง พี่แกก็จะรอจนกว่าจะว่างนั่นแหละ

เหนือจากความเชื่อ ความสำเร็จย่อมเกิดจากหยาดเหงื่อแห่งความพยายาม

แม้ว่าความเชื่อของนักเตะบางคนจะหาเหตุผลไม่ได้ แต่การทำซ้ำ ๆ เช่นเดิมทุกครั้งกลับสร้างความมั่นใจก่อนลงแข่งให้พวกเขาจนสามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้อยู่เสมอ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเชื่อและเลือกแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นตลอดอาชีพค้าแข่งจนเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำให้กับแฟนบอลได้เป็นอย่างดี

เหนือสิ่งอื่นใดชัยชนะของพวกเขาก็ใช่ว่าจะได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยพฤติกรรมแปลกประหลาดเหล่านั้น ความเชื่อเป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจที่สามารถสร้างสมาธิให้นักเตะในเกมการแข่งขัน เป็นเพียงแรงเสริมให้กับนักฟุตบอลเท่านั้น หากแต่การฝึกซ้อมอย่างหนัก ความมีระเบียบวินัย ความประพฤติทั้งในและนอกสนามต่างหากที่เป็นกุญแจไปสู่ชัยชนะและความสำเร็จในอาชีพนักฟุตบอลให้กับพวกเขาเหล่านั้น

ศึกแดงเดือด มหากาพย์ที่ไม่มีสิ้นสุดบนเกาะอังกฤษ

หากจะถามแฟนบอลชาวไทยว่าชื่นชอบทีมฟุตบอลต่างประเทศไหนทีมมากที่สุด แน่นอนว่าหนีไม้พ้นชื่อของ 2 ทีมยอดนิยมนั่นคือ หงส์แดง ลิเวอร์พูล และปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากเกาะอังกฤษ ด้วยทีมหนึ่งถือครองความยิ่งใหญ่ในยุค 80 -90 อย่างลิเวอร์พูล และอีกหนึ่งทีมผู้มาทีหลังแต่ดังกล่าวอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งยุคที่สร้างความเกรียงไกรบนโลกลูกหนังสุด ๆ ก็คือช่วงขาลงของพลพรรคหงส์แดงนั่นเอง

ทีเอ็งข้าไม่ว่า…ทีข้าเอ็งอย่าโวย การขับเคี่ยวระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่

เมื่อใดก็ตามที่ทั้ง 2 ทีมโคจรมาพบกัน เมื่อนั้นจะเรียกขานแมตช์หยุดโลกนี้ว่าศึกแดงเดือด หรือ Red War ในทันที หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องเป็นสองทีมนี้ เพราะหากจะว่าไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มีอริร่วมเมืองที่พวกเขาขนานนามว่าเพื่อบ้านน่ารำคาญอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือแม้แต่ลิเวอร์พูลก็มีเอฟเวอร์ตันที่เป็นคู่แค้นร่วมถิ่นเมอร์ซีไซด์เช่นกัน หากแต่องศาความเดือดของการแข่งขันกลับเทียบไม่ได้เมื่อทีมที่มีสีสัญลักษณ์เป็นสีแดงทั้ง 2 ทีมต้องมาเจอกันเอง

หากไม่นับเรื่องราวเก่าก่อนครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่าซึ่งชาวแมนเชสเตอร์จำเป็นต้องใช้เป็นทางผ่านเพื่อส่งออกสินค้าจนเกิดเหตุบาดหมางกันอยู่เป็นทุน สิ่งที่ทำให้ศึกแดงเดือดร้อนแรงดังเช่นทุกวันนี้คงไม่พ้นเรื่องของความสำเร็จของสโมสรที่ต่างขับเคี่ยวกันเป็นที่หนึ่งของเกาะอังกฤษมาโดยตลอด การไล่บี้เก็บแต้มในลีกไม่มีสโมสรใดที่จะมาท้าชิงความยิ่งใหญ่จากทั้งคู่ได้เลย ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ในปี 1963-1964 ส่วนแมนฯ ยูไนเต็ดนั้นได้แชมป์ในปีต่อมา และสลับสับเปลี่ยนกันไปปีต่อปี นั่นคือจุดเริ่มต้นของศึกแย่งชิงความเป็นทีมอันดับหนึ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับประเทศอังกฤษ และมันได้ถูกฝังไว้ในกระแสเลือดของทั้งผู้จัดการทีม นักเตะ และแฟนบอล ทุกยุคสมัยเสมอมา

หงส์ก็ดี  ผีก็ได้ วัฏจักรในโลกฟุตบอลที่มีขึ้นก็ต้องมีลง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและลิเวอร์พูล ต่างได้แชมป์ต่าง ๆ มาประดับตู้โชว์ของสโมสรมากมาย โดยทางฝั่งผีแดงนั้นสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีไปครองได้มากที่สุดถึง 20 ครั้ง มากกว่าฝั่งหงส์แดงอยู่ 2 สมัย และที่สำคัญตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจากดิวิชัน 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลยังไม่เคยสัมผัสกับคำว่าแชมป์เลย แต่สำหรับถ้วยใบใหญ่ของยุโรปนั้น หงส์แดงก็ถือครองความยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ มากถึง 5 ครั้งด้วยกัน ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้เพียง 3 ครั้ง  

เรื่องของกีฬาฟุตบอลจึงเป็นเรื่องของวัฏจักรที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา เมื่อมองย้อนไปในช่วงรุ่งเรืองของลิเวอร์พูลที่ถูกขนานนามว่าเครื่องจักรสีแดงไล่ถล่มคู่แข่งในทุกรายการคว้าโทรฟีมาครองมากมาย ใครเลยจะคิดว่าใน 30 ปีต่อมาพวกเค้ากลับไม่เคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เลย หรือแม้กระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคเฟอร์กูสันที่ไร้เทียมทานจนสามารถพุ่งแซงหน้าลิเวอร์พูลเป็นทีมที่คว้าแชมป์ลีกได้มากครั้งที่สุด ก็เกิดสะดุดแบบหาทิศทางไปต่อไม่เจอเมื่อเฟอร์กูสันปลดระวาง และทิศทางลมก็ดูเหมือนจะพัดกลับไปหาแฟนบอลหงส์แดงให้ได้กระชุ่มกระชวยอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นจริงเสมอ คือ เมื่อถึงจุดสูงสุดก็ย่อมมีวันที่ต้องก้าวลงมาจากจุดนั้น แฟนบอลจำเป็นต้องเข้าใจวัฏจักรนี้ ดังนั้น จงเสพความสุขเมื่อทีมประสบความสำเร็จ และแชร์ความทุกข์เมื่อทีมไปไม่ถึงฝั่งพร้อมเป็นกำลังใจเพื่อผลักดันทีมให้เดินกลับไปยังจุดสูงสุดอีกครั้ง

โรแบร์โต ฟิร์เมียโน่ บราซิเลี่ยนคนแรกที่ซัด 50 ตุงในศึกพรีเมียร์ลีก

ชัยชนะของลิเวอร์พูลเหนือเบิร์นลีย์ 3-0 ไม่เพียงแค่ส่งให้ทีมหงส์แดงนำเดี่ยวเป็นจ่าฝูงต่อไปอีกสัปดาห์ แต่ประตูของ โรแบร์โต ฟิร์เมียโน่ ในเกมนี้ยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะบราซิลคนแรก ที่ทำได้ถึง 50 ประตูในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากการลงเล่นไปทั้งสิ้น 141 นัด

                ฟิเมียร์โน่ ย้ายจากฮอฟเฟนไฮม์ มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2015 ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ แพงที่สุดเป็นอันดับสองของของสโมสร โดยถูกเจอร์เกน คล็อปป์ผู้จัดการทีมคนใหม่ในเวลานั้นวางตัวให้เป็นศูนย์หน้าตัวเป้าของทีม เพียงปีแรกศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลสามารถทำได้ถึง 10 ประตูเป็นดาวซัลโวของทีมในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่หงส์แดงจะดึงตัวซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ มาร่วมประสานงานในแดนหน้า ซึ่งทั้งสามคนช่วยกันผลิตประตูได้เป็นกอบเป็นกำจนกระทั้งฟิร์เมียโน่สามารถยิงคู่แข่งได้ถึง 50 ประตู เหนือรุ่นพี่ชาวบราซิลคนอื่นที่ฝากผลงานไว้บนเวทีพรีเมียร์ลีกก่อนหน้านี้

                แม้นักเตะบราซิเลี่ยนจะสร้างชื่อในลีกชั้นนำของยุโรปมาแล้วหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด้ ที่เริ่มต้นได้ดีกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในลีกดัชต์ โรนัลดินโญ่ เปิดตัวอย่างไฉไลกับปารีแซ็ง-แฌร์แม็งที่ฝรั่งเศส ส่วนกาก้า ก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เอซี มิลาน ที่อิตาลี ก่อนที่ทั้งสามคนจะก้าวไปเป็นนักเตะระดับโลกในศึกลาลีกา สเปน แต่สำหรับเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษแล้ว VWIN กล้ายืนยันเลยว่าที่นี่กลับเป็นของแสลงสำหรับนักเตะบราซิลเสียอย่างนั้น เพราะตลอด 27 ปีที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกให้การต้อนรับนักเตะต่างชาติมากหน้าหลายตาในแต่ละฤดูกาล โดยเฉพาะนักเตะชาวบราซิล ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของนักเตะที่มีเทคนิคอันแพรวพราวตามสไตล์แซมบ้า แต่กลับไม่มีใครสร้างชื่อขึ้นมาบนเกาะอังกฤษได้เลยสักคน

จูนินโญ่ คือบราซิเลี่ยนคนแรก ๆ ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในแบบฉบับนักเตะอเมริกาใต้ในศึกพรีเมียร์ลีก เขายิงประตูสำคัญให้กับมิดเดิลสโบรห์ได้อย่างสม่ำเสมอ สามารถลากเลื้อยฝ่าแนวรับคู่แข่งคนแล้วคนเล่า แถมยังจ่ายบอลให้เพื่อนได้อย่างแม่นยำ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจช่วยให้ทีมสิงห์แดงรอดพ้นจากการตกชั้นในปี 1997 และต้องย้ายไปสเปนเพื่อโอกาสในการติดทีมชาติบราซิลไปลุยศึกบอลโลก โดยทำประตูในพรีเมียร์ลีกไปได้ 27 ประตู

โรบินโญ่ ดาวรุ่งแห่งวงการฟุตบอลในขณะนั้นเป็นอีกคนที่ถูกคาดหมายว่าจะประสบความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคมหาเศรษฐีชาวอาหรับ แม้ศูนย์หน้าร่างเล็กก็ยิงไปถึง 14 ประตูในฤดูกาลแรก แต่ด้วยพฤติกรรมนอกสนามและอาการบาดเจ็บ ทำให้เข้าถูกปล่อยออกจากทีมไปอย่างรวดเร็วในปีต่อมา

ในปัจจุบันนอกจากฟิร์เมียโน่แล้ว ยังมีศูนย์หน้าชาวบราซิลที่ค้าแข้งในอังกฤษอีกหลายคน ทั้งกาเบรียล เชซุส กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้, วิลเลี่ยน กับเชลซี, ลูคัส มูล่า กับท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ และริชาร์ลิสัน กับเอฟเวอร์ตัน นี่อาจเป็นเวลาที่อังกฤษจะได้โอกาสสร้างศูนย์หน้าระดับโลกชาวบราซิลประดับวงการฟุตบอลกับเขาบ้าง

สถานะทางการเงินจะทำให้สโมสรฟุตบอลประสบความสำเร็จได้อย่างไร

ทีมฟุตบอลที่ร่ำรวยมากที่สุดย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จในกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่ ทีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจไปเสียหมด ในปี 2019 เรอัล มาดริด คือ สโมสรฟุตบอลที่รวยที่สุด นั่นเพราะภาพลักษณ์ของสโมสรภายหลังจากคว้า แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ถึง 3 สมัยซ้อนสร้างประวัติศาสตร์ที่ยากต่อการทำลาย เมื่อภาพลักษณ์ดีมูลค่าของทีมจึงเพิ่มขึ้นจากรายได้การโฆษณาและการตลาดของสโมสร เพียงแต่ความร่ำรวยที่ว่าจะสามารถซื้อความสำเร็จให้สโมสรได้อย่างยั่งยืนเพียงใดกลับเป็นสิ่งที่น่าหาคำตอบ

เหตุใดสโมสรฟุตบอลจึงควรคำนึงถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคง

ไม่มีอะไรแน่นอนบนโลกใบนี้ สโมสรที่ร่ำรวยหากไม่มีระบบบริหารจัดการทางการเงินที่ดี แต่กลับใช้จ่ายแบบไม่คิดหน้าคิดหลังย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการล้มละลายเหมือนอย่างที่หลายสโมสรดังเคยประสบพบเจอ สโมสรฟุตบอลที่มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงย่อมเสี่ยงต่อการล้มละลายที่น้อยลง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้ว่าทีมใดมีความเข้มแข็งทางการเงินนั้นวัดได้จากดัชนีการเงินฟุตบอล หรือ Football Finance Index (FFI) อันประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่

1. มูลค่าของนักฟุตบอล

2. ทรัพย์สินที่สโมสรถือครอง เช่น มูลค่าสนามแข่ง สนามซ้อม

3. กระแสเงินในบัญชีธนาคาร

4. ทิศทางการลงทุนเพื่ออนาคตสโมสร

5. สภาพหนี้สิน

ลีดส์ ยูไนเต็ด คือตัวอย่างของทีมที่มีการบริหารการเงินผิดพลาด จากทีมที่บินสูงถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีลุ้นแชมป์อยู่เสมอ และสามารถเข้าไปโลดแล่นในเวทียุโรป ทีมมีมูลค่าสูงขึ้นเป็นอย่างมากแต่กลับต้องดิ่งลงเหวด้วยการลงทุนในการซื้อนักเตะแบบบ้าคลั่งของประธานสโมสรขณะนั้น และเมื่อผลในสนามกลับไม่ตอบสนองรายจ่ายที่เสียไป ภาวะขาดทุน และหนี้สินอีกมหาศาลจึงพุ่งชนลีดส์ ยูไนเต็ด ทำให้มีสภาพไม่ต่างจากทีมที่ล้มละลาย และตกชั้นไปในที่สุด นับจากในฤดูกาล 2003-04 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดได้อีกเลย และหากย้อนไปในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยังมีทีมดังอีกหลายทีมที่ประสบปัญหาถึงขั้นล้มละลาย เช่น นาโปลี ฟิออเรนตินา หรือกลาสโกว์ เรนเจอร์ส เป็นต้น

เส้นทางที่มั่นคงจะพาแมนเชสเตอร์ซิตี้ไปพบความสำเร็จระยะยาว

จากข้อมูลการจัดอันดับชี้ว่าสโมสรฟุตบอลที่มีสถานะทางการเงินมั่นคงที่สุดของโลก ในปี 2019 ก็คือสโมสรเรือใบสีฟ้า  แมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งมีค่า FFI สูงกว่าสโมสรใดในโลกด้วยคะแนน 4.21 จากองค์ประกอบการคิดค่าดัชนีทั้ง 5 ข้อ แบ่งเป็น มูลค่านักเตะ 1,058 ล้านยูโร, สินทรัพย์ของสโมสร 471 ล้านยูโร, เงินในบัญชีธนาคาร 21 ล้านยูโร, การลงทุนเพื่ออนาคต 647 ล้านยูโร และมีหนี้สินเพียง 80 ล้านยูโร ประกอบกับสินทรัพย์ของชีค มานซูร์ มหาเศรษฐีเจ้าของทีมยังมีมากถึง 24,700 ล้านยูโร ทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้คว้าอันดับหนึ่งสโมสรที่มีความมั่นคงทางการเงินสองปีติดต่อกัน

แม้แมนเชสเตอร์ซิตี้จะเคยทุ่มจำนวนเงินมหาศาลเพื่อซื้อนักเตะ แต่สังเกตได้ว่าตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา แมนซิตี้จะเลือกซื้อนักเตะเพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น ไม่ได้ใช้เงินมากมายแบบเดียวกับช่วงแรกของการสร้างทีม และเมื่อผลงานในสนามออกมาอย่างที่เห็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยซ้อน ย่อมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ซิตี้มีความฉลาดในการบริหารจัดการด้านการเงินมากเพียงใดในปัจจุบัน และเมื่อตอนนี้สถานะการเงินของสโมสรมั่นคงแล้ว สภาพทีมเองก็พร้อมในทุกมิติ ด้วยสมดุลทุกอย่างที่มีทีมเรือใบสีฟ้าทีมนี้จึงน่าจะเดินไปบนเส้นทางของความสำเร็จไปได้อีกยาวไกลเลยทีเดียว

ดูบอลไทย เชียร์ลีกไทย ต่อยอดความสำเร็จให้กับทีมชาติ

ความตื่นตาตื่นใจของฟุตบอลลีกในประเทศไทยอาจไม่สามารถนำไปเทียบกับฟุตบอลลีกต่างประเทศได้ ด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจจากสตาร์นักเตะชื่อดัง เกมที่ดูแล้วสนุกตื่นเต้นตลอด 90 นาที นั่นก็ด้วยเพราะระดับฝีเท้าของนักเตะที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์จากการลงทุนของสโมสรที่มีรูปแบบการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจ การแข่งขันของสโมสรย่อมมีมากและถูกแสดงออกมาในเกมการแข่งขันที่เข้มข้น และท้ายที่สุดผลดีย่อมสะท้อนกลับไปในผลงานระดับทีมชาติของสตาร์นักเตะเหล่านั้น

จากบอลถ้วย ก. สู่ไทยลีก ความรู้สึกร่วมของแฟนบอลที่ผลักดันความนิยม

การแข่งขันฟุตบอลสโมสรระดับลีกสูงสุดในประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ในชื่อฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ก. โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความต้องการที่จะปรับปรุงระบบการแข่งขันฟุตบอลในประเทศให้เป็นรูปแบบอาชีพ แต่อาจเพราะสโมสรฟุตบอลที่ลงแข่งมักเป็นทีมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น จึงไม่สามารถเรียกความนิยมจากแฟนบอลทั่วประเทศได้ นั่นเพราะหากมองไปยังลีกต่างประเทศจะพบว่าสโมสรจะกระจายตัวไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ และฐานแฟนบอลคือคนท้องถิ่นซึ่งจะสามารถสร้างความรู้สึกร่วมและสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้กับสโมสรได้ดีที่สุด เชกเช่นที่คนไทยรักและเชียร์ทีมฟุตบอลไทยนั่นเอง

ในปี พ.ศ. 2552 ลีกสูงสุดของประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ สมาคมฟุตบอลฯ ได้จัดตั้งบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เป็นนิติบุคคลเพื่อทำหน้าที่บริหารและจัดการแข่งขัน เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียว่าด้วยความเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นผลให้สโมสรฟุตบอลทั้งหมดจะต้องจดทะเบียนในรูปนิติบุคคลเพื่อบริหารสโมสร ส่งผลให้มีการแข่งขันระหว่างสโมสรในด้านบริหารจัดการแบบมืออาชีพมากขึ้น สโมสรฟุตบอลกระจายตัวไปทั่วทุกภูมิภาค จึงทำให้ลีกสูงสุดของประเทศไทยพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงตอบรับถล่มทลายของแฟนบอลในภูมิภาคที่คอยสนับสนุนทีมในท้องถิ่นของตนเพื่อต่อสู้บนลีกที่ใหญ่สุดของไทย

มาตรฐานบอลลีกที่มีคุณภาพ ยกระดับบอลทีมชาติในระยะยาว

ด้วยระบบสโมสรที่จำเป็นต้องแข่งขันกันมากขึ้นทำให้ในทุกวันนี้สโมสรในไทยลีก และลีกล่างระดับภูมิภาค ต่างมุ่งสร้างระบบโครงสร้างที่แข็งแรงให้กับสโมสร มีการลงทุนในตลาดนักเตะสูงขึ้น ทั้งจากนักเตะระดับทีมชาติไทยและนักเตะต่างชาติ อีกทั้งยังวางระบบการสร้างนักเตะเยาวชนหรืออะคาเดมีเพื่อป้อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง การแข่งขันของนักฟุตบอลภายในทีมที่ต้องการเป็นตัวจริงย่อมต้องเพิ่มมากขึ้นสูงขึ้นตามมาตรฐานของทีม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาฝีเท้านักเตะได้เป็นอย่างดี

การที่ไทยลีกพัฒนาขึ้นอย่างมากเช่นทุกวันนี้ ย่อมส่งผลดีต่อฟุตบอลทีมชาติไทยในระยะยาว ด้วยเพราะระบบการพัฒนานักเตะเยาวชนของแต่ละทีมที่จะสามารถผลิตนักเตะที่มีฝีเท้าดีเข้าไปประดับวงการทีมชาติได้อย่างไม่ยากนัก อีกทั้งนักฟุตบอลต่างชาติฝีเท้าดีที่ตบเท้าเข้ามาช่วยสร้างกระดูกให้นักบอลไทยได้เพิ่มประสบการณ์ สร้างกระดูกให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่าก่อน นั่นอาจเป็นสิ่งที่ส่งให้ทีมชาติไทยก้าวไปสู่เป้าหมายที่หวังไว้อย่างฟุตบอลโลกได้ในไม่ช้านี้ 

พรสวรรค์ที่มาพร้อมกับพรแสวง ลิโอเนล เมสซี่ นักฟุตบอลหมายเลข 1

ในทุกวงการกีฬาย่อมต้องมีเบอร์ 1 กันทั้งนั้น ฟุตบอลก็เป็นเช่นนั้น หากจะให้พูดถึงนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกคงจะต้องมีเสียงแตกเป็นสองฝ่ายอย่างแน่นอนด้วยเพราะในตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้นมีนักเตะ 2 คน ที่อยู่ในข่ายจะต้องมานั่งถกเถียงกันว่าใครเจ๋งกว่า ใครควรจะเป็นหมายเลขหนี่ง นั่นก็คือ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ด้วยพรสวรรค์และเรื่องราวในวัยเด็กของชายคนนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์พอ ๆ กับฝีเท้าของเขา จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้เราอยากไปทำความรู้จักกับผู้ชายที่ชื่อว่า ลิโอเนล เมสซี่ ให้มากขึ้น

ความสำเร็จที่คู่ควรกับหมายเลข 1 คิง เลโอ

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success คือ คำตอบที่เมสซี่ใช้ตอบสื่อเมื่อถูกถามว่าคุณทำอย่างไรถึงประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักเตะอาชีพ ซึ่งแปลได้ว่า “ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน” Lionel Andres Messi Cuccittini เป็นชาวอาร์เจนไตน์ เกิดเมื่อ 24 มิถุนายน 1987 เค้าเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เริ่มต้นอาชีพนักฟุตบอลกับสโมสรนิวเวลส์โอลด์บอยส์ในอาร์เจนตินาด้วยวัยเพียง 7 ขวบเท่านั้น และความมหัศจรรย์บนโลกลูกหนังก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่นั่นเอง เมสซี่ในวัยเด็กเริ่มต้นอาชีพกับทีมในบ้านเกิดด้วยการกดไปเกือบ 500 ประตูตลอดเวลาที่ลงเล่นเพียงไม่กี่ปี จนได้ฉายาว่า The Machine of 87 หรือ เครื่องจักรแห่งปี 87 ก่อนจะถูกสโมสรบาร์เซโลนาเซ็นสัญญามาร่วมทีมในวัย 13 ปี และโดดเด่นจนลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของบาร์เซโลนาด้วยอายุเพียง 18 ปี และกลายเป็นตำนานของทีมเช่นในทุกวันนี้

ความสำเร็จมากมายบนเส้นทางนักฟุตบอลของเมสซี่เป็นเครื่องการันตีความเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งรางวัลเฉพาะบุคคล เช่น ฟีฟ่าบัลลงดอร์ 5 สมัย, นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป 2 สมัย และรองเท้าทองคำ ยุโรป 4 สมัย เป็นต้น ในสโมสรเองก็สามารถกวาดแชมป์ลาลีกาได้ถึง 10 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 4 สมัย และแชมป์รายการอื่นอีกมากมาย แต่น่าเสียดายไม่น้อยที่ในนามทีมชาติแล้วเมสซี่ยังไม่สามารถพาทีมชาติอาร์เจนตินาประสบความสำเร็จในรายการสำคัญได้เลย

เรื่องเหลือเชื่อของชายผู้มหัศจรรย์ก่อนจะมาเป็นตำนาน

อันที่จริงแล้ว เมสซี่ควรต้องสิ้นสุดอาชีพนักฟุตบอลไว้เมื่อายุได้เพียง 10 ขวบเท่านั้น ด้วยเพราะเขาถูกพบว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต ร่างกายไม่สามารถเจริญเติบโตตามวัย หรือโรคเด็กเตี้ย ซึ่งจะทำให้เขามีรูปร่างเหมือนเด็กไม่สามารถเล่นฟุตบอลอาชีพได้ โดยความผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเพียง 1 ใน 20 ล้านคนเท่านั้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ ด้วยครอบครัวที่คอยสนับสนุนเขาจึงได้ส่งเทปการเล่นฟุตบอลของเมสซี่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อันเหลือเชื่อไปยังบาร์เซโลนา จนได้รับเชิญให้เข้าทดสอบฝีเท้า และท้ายที่สุดก็จบลงที่การทำสัญญาเป็นนักเตะของสโมสร ด้วยเงื่อนไขที่บาร์เซโลนาจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดถ้าเขายอมย้ายไปอยู่ที่สเปน ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่หากไม่มีบาร์เซโลนาเข้ามาดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงมาก เมสซีก็อาจไม่ได้เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกเช่นทุกวันนี้

เมสซี่ คือตัวอย่างที่ดีของนักกีฬาที่ต้องการประสบความสำเร็จ นักเตะที่มีพรสวรรค์ หากถูกขัดเกลาอย่างเหมาะสม บวกกับพรแสวงในการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ย่อมพาบุคคลนั้นไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ ประโยคที่เมสซี่กล่าวว่า ความสำเร็จเพียงข้ามคืน เกิดขึ้นมาจากการทำงานหนักอันแสนยาวนาน จึงเป็นจริงทุกประการ

ฟุตบอลไทย ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเกือบศตวรรษ

อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเรามีกีฬาประจำชาติ คือ มวยไทย และตะกร้อ แต่ด้วยลักษณะนิสัยของคนไทยที่สามารถเปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่าย จึงทำกีฬาที่มีความเป็นสากลอีกหลายประเภทได้รับความนิยมไปด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นก็คือกีฬาฟุตบอลที่ได้รับความนิยมจากคนไทยทุกเพศ ทุกวัย และความใฝ่ฝันที่แฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศต้องการให้เกิดขึ้นมาโดยตลอดคือการได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปโลดแล่นอยู่ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างฟุตบอลโลก

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ คณะฟุตบอลสยามจึงได้ถือกำเนิด

แรกเริ่มเดิมทีในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่าง ๆ ณ ประเทศอังกฤษเพื่อนำวิชาความรู้กลับมาพัฒนาประเทศไทย โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมาเผยแพร่ในประเทศไทยเป็นคนแรกภายใต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็ว่าเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะภูมิอากาศของไทยที่ค่อนข้างร้อน และอีกหลายฝ่ายที่เห็นว่าเป็นการแข่งขันที่อันตรายต่อผู้เล่นมากเกินไป ในยุคสมัยแรกนี้กีฬาฟุตบอลจึงยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย

ฟุตบอลไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความสนพระทัยในกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้ง “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พร้อมทั้งได้ตราข้อบังคับของสมาคมฯ ภายใต้โครงสร้างการบริหารสมาคมโดยคณะสภากรรมการ และในปีเดียวกันนั้นเองประเทศไทยก็ได้ถือกำเนิดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่ (ถ้วยพระราชทานประเภท ก) และฟุตบอลถ้วยน้อย (ถ้วยพระราชทานประเภท ข) ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 เมื่อประเทศสยามได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” มาจนถึงทุกวันนี้

บอลไทยก้าวไปข้างหน้าเพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว…ฟุตบอลโลก

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะฟุตบอลสยามสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ตามหนังสือเชิญของ จูล ริเมท์ ประธานฟีฟ่าในขณะนั้น ซึ่งเป็นชาติแรกในทวีปเอเชียที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA และนับเป็นลำดับที่ 37 ของโลก อันถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญของฟุตบอลไทยในเวทีสากล

จากวันที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก FIFA นับเป็นเวลากว่า 90 ปี แม้ว่ามาตรฐานฟุตบอลไทยในปัจจุบันจะยังไม่ใกล้เคียงกับการได้เข้าไปสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก โดยเมื่อต้นปี 2019 ทีมชาติไทยอยู่ในอันดับ 115 ของโลก แต่ชาวไทยก็ยังคงสนุก และมีความสุขที่ได้ลุ้นได้เชียร์ทีมชาติไทยอยู่เสมอ ดังนั้น เป้าหมายร่วมกันของสมาคมฯ นักฟุตบอล และกองเชียร์ชาวไทย ที่จะได้เห็นทีมชาติไทยได้ไปวาดแข้งในฟุตบอลโลก ย่อมเป็นพลังขับเคลื่อนให้วงการฟุตบอลไทยจะยังคงเดินหน้าเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในเร็ววัน และหากวันนั้นมาถึงประเทศไทยคงตลบอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความสุขที่รอคอยมาอย่างยาวนาน

กำเนิดกีฬาฟุตบอล…วัฒนธรรมการละเล่นจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของผู้คนทั่วโลกจากจำนวนประชากรกว่า 260 ล้านคนที่หลงรักกีฬาประเภทนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ที่ดีที่สุดในการจัดอันดับให้กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬามหาชนอันดับ 1 กีฬาที่ใช้เท้าเป็นอวัยวะหลักในการเล่นตามชื่อของมัน แบ่งข้างผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายเพื่อแย่งกันครอบครองลูกบอลที่มีเพียงหนึ่งเดียว และเป้าหมายคือการยิงประตูฝ่ายตรงข้ามเพื่อชัยชนะภายในเวลา 90 นาที ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกติกาการเล่นพื้นฐานของกีฬาชนิดนี้ที่ใคร ๆ ก็คงทราบกันดี หากแต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่ากีฬาฟุตบอลมีประวัติที่ยาวนานมากเพียงใด

ความรุ่งเรืองของกีฬาฟุตบอลที่พิสูจน์ได้ทางประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล เป็นที่คาดการณ์ว่ากีฬาฟุตบอลได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศจีนบนแผ่นดินราชวงศ์ฮั่น ในชื่อ ซือ-ชู (Tsu-Chu) ซึ่งเป็นการแข่งเตะลูกบอลกลมที่ทำจากหนังสัตว์ แม้บางประเทศในยุโรปจะมีการละเล่นที่มีลักษณะคล้ายกีฬาฟุตบอลและเป็นข้อโต้แย้งถึงประเทศผู้ถือกำเนิดกีฬาฟุตบอลอย่างประเทศฝรั่งเศสที่มีการละเล่น ซูเลอ (Soule) และประเทศอิตาลีที่มี จิโค เดล กัลโช (Gioco Del Calcio) แต่ทาง FIFA ก็ได้ยืนยันว่า ซือ-ชู คือ ต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอล

ทั้งนี้ ยังคงมีบางทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับกำเนิดของกีฬาฟุตบอล จากหลักฐานทางโบราณคดีทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกีฬา เชื่อว่ากีฬาในปัจจุบันส่วนใหญ่ที่เล่นโดยใช้ลูกบอล แท้จริงแล้วมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา เพราะหากย้อนไปก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา จะพบว่าคนพื้นถิ่นในทวีปอเมริกามีวัฒนธรรมนิยมการละเล่นที่ต้องใช้ลูกบอลที่ทำมาจากยางไม้ซึ่งมีน้ำหนักมาก ชาวมายา, เตโอติฮัวคานอส และแอสเท็กซ์ นิยมการละเล่นชนิดนี้มาแล้วเกือบ 3,000 ปี โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป

ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลสมัยใหม่ เอกลักษณ์ของกีฬาลูกหนัง

แม้ประวัติความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลจะมีมาอย่างยาวนานแต่นั่นก็เป็นเพียงจุดกำเนิดฟุตบอลที่มีเพียงการเล่นเป็นทีม เน้นการใช้เท้าเตะลูกบอลกลม ๆ แต่ก็ยังสามารถใช้อวัยวะส่วนอื่นของร่างกายเข้ามาเป็นตัวช่วยได้โดยไม่ผิดกติกา รวมถึงความรุนแรงในการเข้าปะทะที่ไม่มีลิมิตจนบางทีก็เหมือนละเล่นที่เน้นหนักกับการปะทะและการตะลุมบอน ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอย่างมาก

ดังนั้น หากจะพูดถึงถิ่นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่อย่างที่พวกเราทุกคนรู้จักกันในทุกวันนี้ ซึ่งมีรูปแบบ และกติกาการแข่งขันที่ชัดเจน ก็คงต้องยกให้ประเทศอังกฤษเป็นต้นกำเนิดของฟุตบอลสมัยใหม่ไปอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยประวัติศาสตร์ที่ระบุได้ว่าประเทศอังกฤษ คือประเทศแรกที่ก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (Football Association) หรือ FA ขึ้นในปี พ.ศ. 2406 โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษนี่แหละที่ได้ออกกฎการเล่นฟุตบอลที่เป็นมาตรฐานรวมถึงการออกกฎข้อสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ของกีฬาฟุตบอล คือการห้ามใช้มือพาบอล นั่นจึงเป็นที่มาของกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันอันเป็นที่คลั่งไคล้ของคนทั้งโลก

VAR เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานคำตัดสินในกีฬาฟุตบอล

Video assistant referee หรือ VAR คือ เทคโนโลยีภาพช้าที่ถูกนำมาใช้เป็นผู้ช่วยให้กรรมการผู้ตัดสินในเกมกีฬาสามารถตัดสินได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น สามารถลดข้อผิดพลาดของคำตัดสินในจังหวะสำคัญของเกมกีฬาจนเกือบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้  ในแวดวงบาสเกตบอล NBA หรือกีฬาคนชนคนอย่างอเมริกันฟุตบอล NFL รวมถึงกีฬาเทนนิสในรายการใหญ่ ได้นำ VAR เข้ามาเป็นตัวช่วยของกรรมการอยู่นานแล้ว ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่า VAR สามารถช่วยให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น นักกีฬาและแฟนกีฬาเองก็พึงพอใจกับผลการแข่งขันที่มีความเที่ยงตรงมากขึ้น แต่สำหรับฟุตบอล VAR ถือว่าเป็นของใหม่ เปรียบเหมือนเด็กหัดเดินที่ต้องมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง วันนี้เราจึงจะมาทำความรู้จัก VAR ในโลกของฟุตบอลให้มากยิ่งขึ้น

ความถูกต้องของคำตัดสินที่อาจแลกมาด้วยเกมที่น่าเบื่อ

VAR เริ่มทดลองใช้ครั้งแรกในเกมลูกหนังเมืองมะกันเมื่อปี 2016 ในการแข่งขันของทีมสำรองในเมเจอร์ลีก และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากรายการฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชันส์คัพ 2017 ด้วยระบบการทำงานที่ใช้การบันทึกวิดีโอการแข่งขันตลอดทั้งเกม โดยจะถูกติดตั้งไว้ตามจุดที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นบริเวณกรอบเขตโทษ เพื่อช่วยตรวจสอบการล้ำหน้า การทำฟาวล์ หรือการตบตาต่าง ๆ และกรรมการจะใช้ VAR ช่วยตัดสินได้เฉพาะกรณีจำเป็นใน 4 ลักษณะ คือ

1.การตัดสินให้หรือไม่ให้เป็นประตู หากมีกรณีไม่แน่ใจว่ามีการทำมีการฟาวล์กันก่อน ล้ำหน้าหรือไม่ ลูกบอลข้ามเส้นแล้วหรือยัง

2.การให้หรือไม่ให้จุดโทษ ในกรณีที่ต้องดูความชัดเจนของตำแหน่งที่มีการทำฟาวล์ หรือการตบตาผู้ตัดสินเพื่อเรียกจุดโทษ

3.การแจกใบแดงโดยตรง ในกรณีที่ทำฟาวล์อย่างรุนแรง หรือทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง

4.ป้องกันการให้ใบเหลืองหรือใบแดงผิดคน

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA มีความพยายามอย่างสูงที่จะใช้ VAR เป็นส่วนหนึ่งในกีฬาฟุตบอลเพื่อแบ่งเบาภาระและเพิ่มมาตรฐานให้แก่ผู้ตัดสิน แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ ข้อ ที่ทำให้ VAR มักถูกตั้งกำแพงทั้งจากนักฟุตบอล ผู้จัดการทีม หรือแม้แต่กองเชียร์ เพราะด้วยความสนุกของเกมที่ต้องเล่นกันนานถึง 90 นาที จะมีก็แต่เพียงพักครึ่งเวลา และช่วงเวลาที่มีการทำฟาวล์หนัก ๆ จนต้องมีการปฐมพยาบาลเท่านั้นถึงจะมีการหยุดเกม แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่ง VAR เป็นที่ยอมรับก็เพราะกีฬาเหล่านั้นมักจะมีการหยุดเวลาระหว่างเกมเป็นปกติอยู่แล้ว นั่นจึงเป็นข้อกังขาที่ว่าหากนำ VAR มาใช้กับฟุตบอล มนต์เสน่ห์ของกีฬาลูกหนังก็อาจถูกทำลายลง

พิสูจน์ได้!! VAR มาตรฐานที่ยกระดับเกมลูกหนัง

ด้วยความพยายามของ FIFA ทำให้ในปัจจุบัน VAR เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยการตัดสินที่มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นแทบจะ 100% การใช้ VAR ในการแข่งขันจริงที่ไม่ได้มีจังหวะเป่าหยุดเกมบ่อยครั้งอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ความไหลลื่นของเกมไม่เสียไป  แต่กลับได้คำตัดสินที่ถูกต้องเป็นธรรมมากขึ้น เหล่านี้จึงทำให้ VAR เติบโตขึ้นในวงการลูกหนัง

ลีกฟุตบอลชั้นนำของยุโรปทั้ง ลาลีกา สเปน, กัลโซ เซเรียอา อิตาลี และบุนเดสลีกา เยอรมัน ต่างใช้ระบบ VAR อย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในฤดูกาล 2019/2020 ลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็จะเริ่มใช้ VAR อย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่น่าจับตามองถึงความเปลี่ยนแปลงไปอีกก้าวในโลกลูกหนัง